ProductsFMS-Timesheet

Timesheet และ Project Management ทำงานร่วมกันอย่างไร?

Timesheet + Project Management

Project Management ช่วยให้เรารู้ว่า โครงการต้องทำอะไร เมื่อไร และใช้ทรัพยากรอย่างไร ส่วน Timesheet เติมข้อมูลอีกด้านหนึ่งเข้ามาว่า คนในทีมใช้เวลาจริงไปกับงานและโครงการใดบ้าง เมื่อข้อมูลสองส่วนนี้ถูกมองร่วมกัน ผู้ดูแลโครงการจะเห็นภาพการทำงานชัดขึ้นกว่าการดูแผนงานอย่างเดียว

สรุปสั้น ๆ

Project Management คือการจัดการ Scope, งาน, เวลา, ทรัพยากร และความคืบหน้าของโครงการ ขณะที่ Timesheet บันทึกเวลาที่เกิดขึ้นจริงจากการทำงาน เช่น Project A → Design → 3 ชั่วโมง ข้อมูล Timesheet จึงสามารถเป็นข้อมูลประกอบ การติดตาม Project และวิเคราะห์ต้นทุนแรงงานได้

Two Different Jobs

Timesheet กับ Project Management ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่ทำหน้าที่คนละส่วน การแยกบทบาทให้ชัดตั้งแต่ต้น ช่วยให้เราไม่คาดหวังจากเครื่องมือผิดประเภท

⏱️

Timesheet

บันทึกเวลาที่เกิดขึ้นจริง โดยอาจแยกตาม Project, Task หรือ Work Code เพื่อดูว่าเวลาของทีมถูกใช้ไปกับอะไร

📁

Project Management

ใช้วางแผนและติดตามโครงการ ตั้งแต่ Scope งาน Task ระยะเวลา ทรัพยากร ความคืบหน้า ไปจนถึงความเสี่ยงของโครงการ

🔗

เมื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน

แผนงานบอกว่าเราคาดว่าจะทำอะไร ส่วน Timesheet ช่วยให้เห็นข้อมูลว่า เวลาที่เกิดขึ้นจริงถูกใช้กับงานใด จึงสามารถนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ต่อได้

Project → Work → Time → Data

ภาพการเชื่อมกันของ Timesheet และ Project Management

ลองมองเป็นเส้นทางข้อมูลแบบง่าย ๆ แทนที่จะเริ่มจากชื่อโปรแกรม เราจะเห็นว่าข้อมูลเวลาถูกสร้างขึ้นจากการทำงานจริงอย่างไร

1

Project

กำหนดโครงการ ที่กำลังดำเนินงาน

2

Task / Work Code

ระบุประเภทงาน หรือกิจกรรมที่ทำ

3

Working Hours

บันทึกจำนวนเวลา ที่เกิดขึ้นจริง

4

Review

ตรวจสอบความถูกต้อง ของข้อมูล

5

Project Data

นำข้อมูลไปประกอบ การติดตามและวิเคราะห์โครงการ

Practical Example

ตัวอย่าง: แผนบอก 100 ชั่วโมง แต่เวลาที่เกิดขึ้นจริงเป็น 125 ชั่วโมง

สมมติว่า Project หนึ่งวางแผนไว้ว่า งานออกแบบควรใช้เวลาประมาณ 100 ชั่วโมง เมื่อโครงการดำเนินไป ข้อมูล Timesheet ของทีมรวมกันเป็น 125 ชั่วโมง

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกทันทีว่า Project Manager วางแผนผิด หรือทีมทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แต่เป็น สัญญาณให้กลับไปดูบริบท ว่าเกิดอะไรขึ้น

คำถามที่ควรกลับไปตรวจสอบ

  • Scope งานเพิ่มขึ้นหรือไม่?
  • มี Revision มากกว่าที่คาดหรือไม่?
  • มีงานที่ไม่ได้อยู่ในแผนเดิมหรือไม่?
  • ลูกค้ามีการเปลี่ยน Requirement หรือไม่?
  • ขั้นตอนภายในใช้เวลามากกว่าที่ประมาณไว้หรือไม่?
  • Work Code ที่ใช้บันทึกถูกต้องหรือไม่?

สิ่งที่ไม่ควรสรุปทันที

ไม่ควรเห็น 125 ชั่วโมงแล้วสรุปทันทีว่า “พนักงานทำงานช้า” เพราะจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้อธิบาย Scope, คุณภาพงาน, Revision, ความซับซ้อน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง Project

Plan vs Actual

จุดที่ Timesheet มีประโยชน์ต่อ Project Management คือการเห็น “เวลาที่เกิดขึ้นจริง”

Project Plan เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ก่อนเริ่มงาน ส่วน Timesheet เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จึงช่วยให้ทีมเห็นความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่วางแผนไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูล
ก่อนเริ่ม / แผน
ระหว่างและหลังดำเนินงาน
ใช้ดูอะไร
Project Scope
กำหนดงานที่ต้องส่งมอบ
ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
Scope เดิมกับงานจริง
Task
กำหนดกิจกรรม
ดูงานที่เกิดขึ้นจริง
โครงสร้างของงาน
Estimated Hours
ประมาณเวลา
เปรียบเทียบกับเวลาจริง
ความต่างของแผน
Timesheet
ยังไม่มีข้อมูลจริง
บันทึก Working Hours
เวลาที่ใช้จริง
Project Cost
ประมาณการ
นำข้อมูลจริงมาประกอบ
ต้นทุนและสถานะโครงการ
Time & Project Cost

ข้อมูลชั่วโมงทำงานเกี่ยวข้องกับต้นทุนโครงการอย่างไร?

ในธุรกิจที่ต้นทุนส่วนหนึ่งเกิดจากเวลาของคน Timesheet สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับวิเคราะห์ต้นทุนแรงงานของ Project ได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าทีมหนึ่งใช้เวลา 80 ชั่วโมงกับ Project A ข้อมูล 80 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ “ต้นทุนโครงการ” แต่เมื่อองค์กรนำไปพิจารณาร่วมกับ อัตราต้นทุนแรงงาน ค่าใช้จ่าย วัสดุ ผู้รับเหมา และต้นทุนส่วนอื่น จึงเริ่มเห็นต้นทุนของ Project ชัดขึ้น

จุดที่ต้องระวัง: อย่าใช้จำนวนชั่วโมง Timesheet แทนต้นทุนทั้งหมดของโครงการ เพราะ Project Cost อาจมีองค์ประกอบอื่นอีกมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและวิธีบัญชีของแต่ละองค์กร

Billable vs Non-Billable

Billable และ Non-Billable ช่วยให้มองเวลาของ Project ชัดขึ้นอย่างไร?

สำหรับบางธุรกิจ การรู้เพียงว่า “ทำงาน 8 ชั่วโมง” ยังไม่เพียงพอ เพราะชั่วโมงทำงานแต่ละส่วน อาจมีความหมายทางธุรกิจต่างกัน

Billable Time

โดยแนวคิดทั่วไป คือเวลาที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งองค์กรสามารถนำไปคิดค่าบริการ หรือผูกกับงานของลูกค้า ตามรูปแบบธุรกิจและข้อตกลงของ Project

Non-Billable Time

คือเวลาที่ไม่ได้คิดค่าบริการกับลูกค้าโดยตรง เช่น งานบริหารภายใน การประชุมบางประเภท การพัฒนาทีม หรือกิจกรรมภายในองค์กร

การแบ่ง Billable / Non-Billable ไม่จำเป็นสำหรับทุกองค์กร และนิยามของแต่ละประเภท ควรกำหนดตามโมเดลธุรกิจจริง ไม่ควรนำเกณฑ์ของบริษัทอื่นมาใช้โดยตรง

Resource Visibility

Timesheet ช่วยให้เห็นการใช้ทรัพยากร แต่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือจับผิด

เมื่อทีมทำงานหลาย Project พร้อมกัน Timesheet สามารถช่วยให้ผู้ดูแลเห็นว่า เวลาของทีมกำลังกระจายไปที่ไหน

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจไม่ได้ทำงานช้า แต่กำลังถูกแบ่งไปช่วย 4 Project พร้อมกัน หากดูเพียงความคืบหน้าของ Project เดียว เราอาจไม่เห็นภาพนี้

ข้อมูลเวลาจึงเหมาะกับการใช้เป็น ข้อมูลประกอบการตั้งคำถาม มากกว่าการใช้เป็นคำตัดสิน เพราะคุณภาพงาน ความซับซ้อน ความรับผิดชอบ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้แสดงอยู่ในจำนวนชั่วโมงทั้งหมด

Data Quality

ถ้าอยากให้ Timesheet ช่วย Project Management ข้อมูลต้องมีโครงสร้างก่อน

ระบบดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้มาก ถ้าคนในทีมใช้ Project และ Work Code คนละความหมาย

📁

ตั้ง Project ให้ชัด

ชื่อและขอบเขตของ Project ควรทำให้ผู้บันทึกเข้าใจว่า งานไหนต้องเลือก Project ใด

🧩

Work Code ต้องใช้ได้จริง

ไม่ควรสร้างหมวดหมู่ละเอียดจนเกินไป เพราะผู้ใช้จะเริ่มเลือกไม่ตรงกัน และข้อมูลวิเคราะห์ยากขึ้น

📝

กำหนดวิธีกรอกให้ตรงกัน

ทีมควรรู้ว่าควรกรอกเมื่อไร รายละเอียดระดับไหน และกรณีใดควรใช้ Code ใด

✓

มีขั้นตอนตรวจสอบ

หากข้อมูลจะถูกนำไปใช้กับ Project หรือต้นทุน ควรมีกระบวนการตรวจสอบตามความเหมาะสม

📊

เก็บเท่าที่จะใช้

ก่อนเพิ่ม Field ใหม่ ควรถามว่าข้อมูลนั้น จะถูกนำไปตอบคำถามอะไร

🔄

ทบทวนโครงสร้าง

เมื่อธุรกิจหรือ Workflow เปลี่ยน Project และ Work Code อาจต้องปรับตาม แต่ควรทำอย่างมีหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของข้อมูล

Practical Project Data

สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือข้อมูลต้องตอบคำถามของคนบริหารโครงการได้จริง

การมี Timesheet ไม่ได้ทำให้ Project Management ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกำหนดข้อมูลให้สัมพันธ์กับวิธีทำงานขององค์กร

ก่อนเริ่มเก็บข้อมูล ควรรู้ก่อนว่า Project Manager หรือผู้บริหาร ต้องการนำข้อมูลนั้นไปตัดสินใจเรื่องอะไร ไม่เช่นนั้นทีมอาจใช้เวลามากกับการกรอกข้อมูล แต่ไม่มีใครใช้ข้อมูลเหล่านั้นจริง

เริ่มจาก Workflow

ดูเส้นทางตั้งแต่สร้าง Project มอบหมายงาน บันทึกเวลา ตรวจสอบ ไปจนถึงการใช้รายงาน

แยกข้อมูลกับข้อสรุป

Timesheet บอกจำนวนเวลา แต่ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า ใครทำงานดีหรือไม่ดี

อย่าเก็บข้อมูลเพราะระบบทำได้

Feature ที่มีไม่ได้แปลว่าต้องใช้ทั้งหมด ควรเลือกเฉพาะข้อมูลที่สัมพันธ์กับ การบริหารงานจริง

From Concept to System

ถ้าต้องการนำ Timesheet มาใช้กับ Project จริง ควรเริ่มจาก Requirement

ก่อนเลือกระบบ ลองตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า องค์กรมี Project แบบไหน ต้องแบ่งประเภทงานอย่างไร ต้องการบันทึกชั่วโมงระดับไหน ใครเป็นคนตรวจสอบข้อมูล และต้องการรายงานอะไร

เมื่อ Requirement เหล่านี้ชัด จึงค่อยพิจารณาว่า Spreadsheet, เครื่องมือ Time Tracking หรือระบบ Timesheet แบบเป็นโครงสร้าง เหมาะกับองค์กรที่สุด

สำหรับองค์กรที่ต้องการบันทึก Project + Work Code + Working Hours และนำข้อมูลไปตรวจสอบหรือรายงานต่อ สามารถดูรายละเอียด FMS Time-Sheet ของ WiSDOM FiRM ในหน้าระบบหลักได้

Learn More

อ่านต่อเรื่อง Timesheet และการจัดการเวลา

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Timesheet และ Project Management

Timesheet และ Project Management ต่างกันอย่างไร?
Timesheet เน้นการบันทึกว่า เวลาทำงานถูกใช้กับงานหรือ Project ใด ส่วน Project Management ครอบคลุมการวางแผน ดำเนินงาน ติดตาม Scope, Task, Resource, Timeline และองค์ประกอบอื่นของโครงการ
ทำไม Project Manager จึงควรดูข้อมูล Timesheet?
ข้อมูล Timesheet ช่วยให้เห็น Working Hours ที่เกิดขึ้นจริง จึงสามารถนำไปพิจารณาร่วมกับ แผนงาน Scope ความคืบหน้า และข้อมูลต้นทุนอื่น เพื่อทำความเข้าใจสถานะของ Project ได้ละเอียดขึ้น
Timesheet ใช้คำนวณต้นทุน Project ได้เลยหรือไม่?
ไม่ควรถือว่าจำนวนชั่วโมง เท่ากับต้นทุนทั้งหมดของ Project แต่ชั่วโมงทำงานสามารถเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับวิเคราะห์ต้นทุนแรงงาน เมื่อนำไปใช้ร่วมกับอัตราต้นทุน และค่าใช้จ่ายประเภทอื่น
Billable Time คืออะไร?
โดยทั่วไปหมายถึงเวลาที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งสามารถนำไปคิดค่าบริการกับลูกค้า ตามรูปแบบธุรกิจและข้อตกลงของ Project นิยามจริงควรกำหนดโดยแต่ละองค์กร
Non-Billable Time คืออะไร?
โดยทั่วไปคือเวลาที่ไม่ได้คิดค่าบริการ กับลูกค้าโดยตรง เช่นงานบริหารภายใน การอบรม หรือกิจกรรมภายในบางประเภท แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับนโยบายขององค์กร
Timesheet ใช้ประเมินประสิทธิภาพพนักงานได้หรือไม่?
ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่จำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวแทนประสิทธิภาพ เพราะต้องพิจารณา Scope คุณภาพ ความซับซ้อน ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ของงานร่วมด้วย
ทุก Project จำเป็นต้องใช้ Timesheet หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน จำนวนคน วิธีคิดต้นทุน และข้อมูลที่องค์กรต้องการ หากไม่มีการนำข้อมูลเวลาไปใช้ต่อ การเพิ่มขั้นตอน Timesheet อาจสร้างภาระโดยไม่จำเป็น
Work Code ควรมีจำนวนเท่าไร?
ไม่มีจำนวนตายตัว หลักสำคัญคือควรละเอียดพอ ที่จะตอบคำถามทางธุรกิจ แต่ไม่ละเอียดจนผู้ใช้เลือกไม่ถูก หรือใช้ Code ไม่สม่ำเสมอ
ถ้าใช้ Excel ทำ Timesheet อยู่แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบหรือไม่?
ไม่จำเป็นหาก Workflow ปัจจุบันยังใช้งานได้ดี แต่เมื่อจำนวนผู้ใช้ Project หรือขั้นตอนตรวจสอบเพิ่มขึ้น ควรประเมินว่าการรวบรวมไฟล์ สิทธิ์ การตรวจสอบ และการทำรายงาน เริ่มเป็นภาระหรือไม่
FMS Time-Sheet เกี่ยวข้องกับ Project Management อย่างไร?
FMS Time-Sheet ใช้บันทึกข้อมูล Project, Work Code และ Working Hours เพื่อให้ข้อมูลเวลาถูกจัดเก็บเป็นโครงสร้าง และสามารถนำไปตรวจสอบหรือรายงานต่อได้ รายละเอียดระบบสามารถดูได้ที่หน้า FMS Time-Sheet หลัก
Summary

Project Management บอกว่าเราวางแผนอย่างไร ส่วน Timesheet บอกว่าเวลาเกิดขึ้นจริงอย่างไร

คุณค่าของ Timesheet ไม่ได้อยู่ที่การมีชั่วโมงจำนวนมากอยู่ในฐานข้อมูล แต่อยู่ที่การจัดข้อมูลให้เชื่อมกับ Project และงานอย่างมีความหมาย เพื่อให้คนดูแลโครงการสามารถนำข้อมูลกลับไป ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และปรับแผนได้

ถ้าองค์กรกำลังเริ่มต้น ให้เริ่มจาก Workflow ก่อน จากนั้นจึงค่อยเลือกเครื่องมือ ที่เหมาะกับระดับความซับซ้อนของงาน

Pongsak D

เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเว็บไซต์ WordPress และ Technical SEO ประสบการณ์กว่า จำนวน 15 ปี ปัจจุบันเป็น Lead Developer และผู้ก่อตั้ง Wisdom Firm มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการนำ AI และระบบ Automation (เช่น n8n, Gemini) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน"

ปรึกษาเราได้เลย แชทผ่าน LINE
WiSDOM FiRM
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.