Integrated Practice: สถาปัตยกรรมยุคใหม่ด้วย BIM
ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วปัจจุบันนี้ ถ้ามองย้อนกลับไป เราจะพบว่านี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับการเป็นสถาปนิก! เรามีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่น่าทึ่งในมือ ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์อะไรก็ได้ตามจินตนาการ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ เราสามารถจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย ทำให้เจ้าของโครงการแฮปปี้สุดๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ สถาปนิก ที่ปรึกษา และเจ้าของโครงการ ได้ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทีเดียว สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่มีแนวคิดที่เรียกว่า Integrated Practice (IP) เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
Integrated Practice (IP) คืออะไร?
Integrated Practice (IP) หรือที่เรียกว่า “การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” คือคำที่ใช้เรียกวิธีการทำงานแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดการก่อสร้างในปัจจุบันได้อย่างลงตัว ลองนึกภาพดูสิว่า ทุกวันนี้เราต้องการความรวดเร็วในการออกแบบและก่อสร้าง ในขณะเดียวกันก็ต้องคุมงบประมาณให้ต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพต้องสูงลิบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) หรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ IP เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้พอดีเป๊ะเลย!
แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ IP ทำงานได้จริง? คำตอบคือ Building Information Modeling (BIM) หรือ “การจำลองข้อมูลอาคาร” นั่นเอง BIM ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่เป็นระบบที่เข้ามาบังคับและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ Integrated Practice ให้เกิดขึ้นจริง BIM ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ตั้งแต่ต้นจนจบโครงการเลยล่ะ
BIM: เครื่องมือเปลี่ยนโลก
มาคุยกันเรื่อง BIM ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกหน่อยดีกว่า! BIM คือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบ Parametric object-based ไม่ได้แค่สร้างโมเดล 3 มิติ หรือชิ้นส่วนอาคารเท่านั้นนะ แต่ยังใส่ข้อมูลที่ละเอียดมากๆ เข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการประมาณงบประมาณ (Budget Estimates), ตารางเวลาการก่อสร้าง (Construction Schedules), ปริมาณวัสดุที่จะใช้ (Quantities Takeoff) ไปจนถึงรายละเอียดการประกอบวัสดุ (Fabrication Details)
ความเจ๋งของระบบ Parametric Modeling คือการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนส่วนต่างๆ ในงานออกแบบได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันทีด้วย! สะดวกสบายสุดๆ ไปเลยใช่ไหมลล่ะ? เรื่องนี้เคยถูกกล่าวถึงแล้วใน Architectural Records ฉบับเดือนเมษายน ปี 2007 ในบทความที่ชื่อว่า “Transformative Tools Start to Take Hold” ซึ่งพูดถึงเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้กำลังจะเข้ามามีบทบาทหลักในการออกแบบของเราในไม่ช้า
รากฐานของความร่วมมือในวิชาชีพ
จริงๆ แล้วความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิก ลูกค้า และที่ปรึกษา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเราหรอกนะ ลองย้อนกลับไปเมื่อปี 1950s William Caudill, FAIA หุ้นส่วนของบริษัท Caudill Rowlett Scott ได้บัญญัติศัพท์ว่า “Squatters” ขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงการประชุมระดมความคิดระหว่างสถาปนิก วิศวกร ลูกค้า และผู้ใช้อาคาร เพื่อร่างโปรแกรมการออกแบบ ค้นหาคุณค่าสำคัญของงานออกแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย
William Lam นักออกแบบแสงชื่อดังระดับโลกก็เคยพูดถึงขั้นตอนเหล่านี้ไว้ว่า บรรยากาศในการสนทนาระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องเปิดเผย ทุกคนต้อง “ลด Ego” ของตัวเองลง และเพิ่มความใส่ใจในผลลัพธ์ของสิ่งที่กำลังทำงานร่วมกันให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้มากๆ เลยทีเดียว
IP: มากกว่าแค่การประชุม
โดยหลักๆ แล้ว Lam ได้พูดถึงพื้นฐานของวิธีการทำงานที่บริษัทในปัจจุบันควรทำในเชิงของ Integrated Practice ไว้แล้วแหละ สิ่งที่เราเห็นกันทั่วไปคือ ที่ปรึกษาจะมาประชุมร่วมกันแค่ตอนต้นเพื่อร่างนโยบายและวางโปรแกรม แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน แต่ BIM เข้ามาเปลี่ยนตรงนี้ไปเลย! BIM เน้นการทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนแบบและการอัปเดตข้อมูลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน และกำลังถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในเชิงของเวลาและค่าใช้จ่าย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการทำงานรูปแบบใหม่นี้กว้างขวางมากนะ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานของบริษัท รูปแบบการเขียนสัญญาจ้างที่ปรึกษา การประกันภัยวิชาชีพ (Professional Liability Insurance) การบริหารความเสี่ยง ระบบการจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงาน (Compensation) และแม้กระทั่งระบบการศึกษา (Professional Education) ใครก็ตามที่เข้าใจการทำงานในระบบนี้และสามารถนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจได้ จะนำพาองค์กรของตัวเองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน!
วัฒนธรรมของสำนักงาน (Firm Culture) ที่ต้องปรับเปลี่ยน
สิ่งที่ต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ๆ อีกต่อไปแล้วนะ แต่เป็นเรื่องของ “ทัศนคติ” (Attitude) ต่อการร่วมมืออย่างสมบูรณ์กับสมาชิกในทีมออกแบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรหรือที่ปรึกษาอื่นๆ Volker Mueller, Assoc. AIA ซึ่งเป็น Design Technology Manager ของบริษัทยักษ์ใหญ่ NBBJ บอกไว้ว่า “การที่จะทำให้สมาชิกทุกคนในทีมเข้าใจจุดมุ่งหมาย (Goal) ของโครงการร่วมกันตั้งแต่ต้น และจะต้องมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้น นั้นเป็นสิ่งท้าทาย และอาจจะต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้การดำเนินการตรงนี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สถาปนิก: จากเจ้าของสู่ผู้นำ
Scott Simpson, FAIA หุ้นส่วนของบริษัท KlingStubbins แห่งเมือง Boston ได้กล่าวไว้ว่า “สถาปนิกควรจะพัฒนาตนเองในด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) มากกว่าความเป็นเจ้าของกิจการ (Ownership) และทำการออกแบบให้เต็มที่แทนที่จะมานั่งกลัวเรื่องความเสี่ยงทั้งหลายกันอยู่” ส่วน Andy Anway แห่งบริษัท Amaze Design ก็เสริมว่า “ความสามารถเฉพาะส่วนของที่ปรึกษาทั้งหลายจะต้องมีการประสานกันให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ภายใต้การนำของสถาปนิก ถ้าเรามีคนที่มีคุณภาพ มีเครื่องมือที่มีคุณภาพ มีระบบที่มีคุณภาพ ภายใต้การนำที่มีคุณภาพ งานที่ออกมาจะไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้นอกจากงานที่มีคุณภาพ”
สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Cross Suggestion คือวิศวกรอาจจะนำเสนอเรื่องความงาม สถาปนิกอาจจะให้ความเห็นเรื่องงานระบบ ซึ่งสิ่งที่สถาปนิกจะต้องปรับตัวก็คือการรับฟังความเห็นคนอื่นมากขึ้น และอาจจะต้องยอม “สูญเสียการควบคุมโครงการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” (Total Control) ลงไปบ้าง ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่เชื่อเถอะว่ามันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเยอะ
ส่วนในบริษัทเองนั้น คนที่อยู่ในระดับ Senior ขององค์กร ต้องมีการรวมแนวคิดให้มุ่งไปทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องของหลักการในการดำเนินการขององค์กร ปรัชญาการทำงานขององค์กรคืออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรคืออะไร? คือผลกำไรของลูกค้าที่จะได้รับ หรือกำไรของพวกเราที่จะได้รับ? จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ทุกคนต้องเชื่อเหมือนกัน และคิดไปในทางเดียวกัน มันคือเรื่องของค่านิยมหลักขององค์กรนั่นแหละ
แบบและสัญญาก่อสร้าง (Contract Documents) ในยุค IP
Chris Noble แห่งสำนักงานทนายความชื่อ Noble & Wickersham (ในสหรัฐอเมริกา สัญญาการก่อสร้างหรือการว่าจ้างออกแบบใดๆ ก็ตาม ทุกฉบับไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต้องผ่านการตรวจสอบและแก้ไขจากทนายความเสมอ) ให้ความเห็นว่า Integrated Practice จะมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบการทำงานของการวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการร่างสัญญาการทำงาน การแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน การบริหารและจัดสรรความเสี่ยง การจ่ายค่าตอบแทน และหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละบุคคล ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการพัฒนาของ Design-Build ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง (ในสหรัฐฯ Design-Build ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มาก แต่ในเอเชียบ้านเรานี่เป็นเรื่องปกติมานานแล้วนะ!)
Noble กล่าวว่าในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีการเขียนสัญญาที่ระบุการแก้ไขปัญหาในกรณีต่างๆ ไว้ล่วงหน้า (Conditions) เพื่อสร้างการคุ้มครองทางกฎหมายให้กับทุกฝ่าย เช่น ในด้านของลิขสิทธิ์ (Intellectual Property Rights) ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่าย (intra-project disputes) การสื่อสารและแนวทางการสื่อสารระหว่างบุคคล (communication protocol) และผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่พึงจะต้องเกิดขึ้น (allocate rewards commensurate with risks)
Suzanne Harness, AIA ประธานคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องสัญญา (Counsel for Contract Documents) แห่ง American Institute of Architects ได้กล่าวเกี่ยวกับ Integrated Practice และการแบ่งสรรความเสี่ยงให้แต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสมว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงของการค้นคว้าเท่านั้น เรากำลังสร้างสถานการณ์ในแต่ละระดับของการประสานกัน (Integrated) ตรงนี้ ตั้งแต่ไม่มีการประสานกันแต่อย่างใด ไปจนถึงการประสานกันอย่าง 100% ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สภาวะสุดโต่งทั้งสองอย่างไม่มีทางเกิดขึ้น” เราเพียงแต่ต้องการหา Indicator หรือเหมือนกับมาตรวัด เพื่อมาพยายามหาสภาวะที่เหมาะสมในสถานการณ์หลักที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ เธอยังตระหนักถึงการเรียกร้องจากสมาชิกทั้งหลายให้มีการออกสัญญาต้นแบบในลักษณะ Integrated Practice ให้ออกมาโดยเร็วที่สุด แต่เธอก็ยืนยันที่จะค่อยๆ พัฒนาตามแผนเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ดีกว่ารีบออกแล้วก็ไปแก้แล้วแก้อีกระหว่างทาง เพราะเรื่องสัญญาเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรอบคอบที่สุด!
ความรับผิดชอบต่อความเสียหายและการบริหารความเสี่ยง (Liability and Risk Management)
“เลือกสมาชิกทีมที่ปรึกษาด้วยความระมัดระวัง” คือคำแนะนำของ David W. Hinson, FAIA ซึ่งเป็นคณบดีของ School of Architecture, Alabama’s Auburn University เกี่ยวกับเคล็ดลับความสำเร็จในระบบ Design-Built ในโครงการก่อสร้างต่างๆ และในกรณีของ Integrated Practice ก็ไม่ต่างกันเลยนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถาปนิกยังคงเป็น “ผู้นำ” ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดและรับผิดชอบแทนกลุ่มที่ปรึกษาทั้งหมดตามกฎหมาย (Legal Entity) ที่จะใช้ระบบ BIM ซึ่งเป็นระบบที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างสูงสุด ทั้งในด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว (Expertise) ความไว้ใจซึ่งกันและกัน (Trust) ความเคารพซึ่งกันและกัน (Respect) และการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในทีม ระดับของความเข้มข้นในการบริหารความเสี่ยงต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นอย่างมาก
Joseph H. Jones, Jr. AIA ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของ Victor O. Schinnerer & Company บริษัทจัดการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจออกแบบก่อสร้าง กล่าวว่า “สมาชิกในทีมทุกคนต้องลดความเป็นตัวของตัวเองลงอย่างมาก ต้องมีการปรับตัวตามสภาพ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นในโครงการนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการร่างสัญญาที่มีคู่สัญญาระหว่างเจ้าของโครงการกับทีมที่ปรึกษาแบบใหม่ (Entity) ขึ้นมา” อันดับแรกคือเลือกลูกค้ากับเลือกโครงการที่เหมาะสมที่จะใช้ระบบนี้เสียก่อน
Lorna Parsons ซึ่งเป็นผู้บริหารอีกคนของ Schinnerer กล่าวว่า “การที่พวกเราในวงการทำงานผ่านทาง Internet มากขึ้นก็ทำให้ความเสี่ยงในยุคเก่าๆ ที่เคยมีมาลดลง และเกิดความเสี่ยงประเภทใหม่ๆ ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น เรื่องของการใช้ Software ลิขสิทธิ์ เรื่องของลิขสิทธิ์ในงานออกแบบต่างๆ เป็นต้น” แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็กล่าวว่า บริษัทของเธอจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของ Integrated Practice System ว่าจะต้องทำงานอย่างไรให้เสี่ยงน้อย และเธอก็ให้ความเห็นว่า บริษัทประกันภัย (ในที่นี้หมายถึงบริษัทประกันความเสี่ยงในการประกอบวิชาชีพ หรือ Professional Liability Insurance) เองก็ไม่ควรจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดว่า Integrated Practice จะต้องดำเนินไปอย่างไรเช่นเดียวกัน ควรจะให้พวกเราทำในสิ่งที่พวกเราเห็นว่าเหมาะสม แล้วก็ให้เขาคิดเบี้ยประกันที่เป็นธรรมออกมา
เป็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งในอนาคต Computer 3D Model จะกลายมาเป็นแบบก่อสร้างที่ต้องมีการเซ็นรับรองโดยผู้ออกแบบและกลายมาเป็นเอกสาร (Documents) ที่มีผลตามกฎหมาย? แต่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความใส่ใจที่มาจากลักษณะนิสัยการในการประกอบวิชาชีพของสถาปนิกเอง และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพกับลูกค้าก็จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือการร้องเรียน (Claim) ต่างๆ ปัจจุบันยังเป็นการยากที่จะมีการออกกฎหมายมาเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพในลักษณะของ Integrated Practice องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่าง National Council of Architectural Registration Board กำลังจะทำรายงานออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 2008
ค่าตอบแทน (Compensation) กับ IP
มีบริษัทออกแบบบางบริษัทได้เริ่มพิจารณาในการคิดราคาค่าบริการวิชาชีพที่แตกต่างไปจากเดิมในการให้บริการแบบ Integrated Practice สิ่งหนึ่งที่อาจจะเปลี่ยนไปได้ โดยเฉพาะในยุคที่เราใช้ Building Information Modeling อย่างมาก ก็คือ การเปลี่ยนวิธีการเก็บเงินจากแบบที่เป็น Phase (Schematic Design, Design Development etc.) ไปเป็นแบบอื่น
James R. Brogan, AIA หัวหน้าฝ่าย IT จากบริษัท Kohn Pedersen and Fox ให้ความเห็นว่า Integrated Practice จะทำให้ขั้นตอนที่เป็น Phase หายไป และจะมีผลโดยตรงต่อรูปแบบการเขียนสัญญาระหว่าง สถาปนิก-ที่ปรึกษา-ลูกค้า ซึ่งก็หมายความว่า สัญญามาตรฐานจาก AIA ก็จะต้องถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ คำสำคัญ (Term) ที่ใช้ในทางกฎหมายซึ่งสื่อความหมายของความสัมพันธ์ในการทำงานจะถูกปรับปรุงและตีความใหม่เกือบหมด นอกจากนี้ ระบบที่น่าสนใจเช่น Project-Alliance System ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา (ระบบที่มีการให้เงิน Bonus หรือ ค่าปรับ ตามคุณภาพของงานที่ได้รับ โดยรวม ซึ่งเป็นผลงานของทีมทั้งหมด) อาจจะถูกนำเข้ามาใช้ในอนาคตอันใกล้
“Value เป็นสิ่งที่จะต้องถูกแสดงให้เจ้าของหรือผู้ที่จะจ่ายค่าบริการวิชาชีพเข้าใจให้ได้” Scott Simpson ได้กล่าวไว้ “สถาปนิกจะต้องเรียนรู้วิธีการอธิบายคุณค่า (อาจจะแปลว่ามูลค่าก็ได้ เพราะเป็นการเปรียบเทียบกับเงิน) ว่าเราทำอะไรให้กับลูกค้าบ้างที่คุ้มค่าเงินที่จะออกจากกระเป๋าของเขา ถ้าลูกค้าเข้าใจและเห็นคุณค่า ลูกค้าจะยินดีมากที่จะจ่ายเงิน” การออกแบบที่มีประสิทธิภาพ และการประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสามารถทำให้ลูกค้าเห็น Value ดังกล่าว “การลดปริมาณของ Change Order (การเปลี่ยนแปลงแบบในระหว่างการก่อสร้าง) และการลดเวลาก่อสร้างโดยรวมลง เป็นสิ่งที่ลูกค้าจดจำได้และตระหนักถึงประสิทธิภาพที่เรามอบให้” แต่บางคนก็มองว่า การให้ Value ที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะไปเก็บเงินลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว เพราะในจุดหนึ่ง Integrated Practice ที่เคยเป็นจุดที่ทำให้บางบริษัทมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง ก็จะกลายมาเป็นมาตรฐานปกติที่ทุกๆ คนใช้กัน เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆ นั่นแหละ
ผลกระทบต่อวงการศึกษาสถาปัตยกรรม (Implication for Architectural Education)
สถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมหลายๆ แห่งยังคงผลิตนักศึกษาที่เข้าใจว่าจะได้ออกมาทำงานเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีเพื่อกู้โลกด้วยตัวเองเพียงคนเดียวอยู่เลย ซึ่งแน่นอนว่า Integrated Practice จะทำให้แนวความคิดดังกล่าวต้องถูกเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาไม่เพียงแต่สอนเรื่องการออกแบบหรือการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องมองไปถึงการสอนเรื่องภาวะความเป็นผู้นำ (leadership) การสื่อสารกับคนนอกวิชาชีพ การทำงานร่วมกับคนที่มีมุมมองแตกต่างกับตนเอง การให้ความเคารพกับคนในวิชาชีพอื่นๆ เป็นต้น Renee Cheng, AIA อาจารย์แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Minnesota ได้กล่าวไว้ว่า “แน่นอนว่าเรื่องการออกแบบยังคงเป็นวิชาเอกที่ต้องศึกษาสำหรับเราต่อไป แต่วิชารองอันดับต้นๆ นั้น ปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เราเห็นว่าทักษะที่สำคัญที่นักศึกษาจะต้องมีคือ ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการเจรจาและการวางแผน หรือทักษะใดๆ ก็ตามที่จะทำให้นักศึกษาเหล่านี้มีความสามารถในการประสานงานได้อย่างดีกับวิชาชีพอื่นๆ ที่อยู่ในวงการก่อสร้างเหมือนๆ กัน“
แน่นอนว่า คำถามต่อไป คือ จะเอาวิชาที่เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ เหล่านี้เข้าไปยัดใส่ตารางเวลาที่แน่นมากๆ อยู่แล้วสำหรับนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้อย่างไร? อาจารย์ Cheng ก็เตือนไว้ว่า ถ้าจับวิชาเหล่านี้มาแทนที่วิชาการออกแบบจะทำให้เราเสียความเป็นตัวตนและทักษะหลักของเราไป เธอเสนอให้นำแนวความคิดของ BIM เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิชาหลายๆ วิชาแทนที่จะตั้งเป็นวิชาหลักต่างหาก การที่นักศึกษาเกิดความเข้าใจว่า BIM เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพที่สำคัญ ไม่ต่างกับเรื่องของการออกแบบที่แทรกสอดเข้าไปในทุกๆ วิชาของการเรียนสถาปัตยกรรมนั้น จะทำให้นักศึกษาไม่แยก BIM ออกไปเป็นชิ้นส่วนที่สามารถโยนทิ้งไปได้เมื่อเรียนจบวิชา หรือเมื่อจบการศึกษา
ทุกวันนี้ Practice Academy ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำการศึกษาค้นคว้าเพื่อทำการพัฒนาการศึกษาสถาปัตยกรรม ได้พยายามอย่างยิ่งในการที่จะเชื่อมโลกของการทำงาน (Practice World) เข้ากับโลกของการศึกษาสถาปัตยกรรม (Academic World) และได้จัดหาเงินทุนเพื่อให้สถาบันการศึกษาต่างๆ เข้ามารับเพื่อนำไปใช้ในการทดลองสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ดังกล่าว Boston Architectural College เป็นหนึ่งในสถาบันแรกๆ ที่รับทุนนี้ โดยพยายามสร้างหลักสูตรที่มีเนื้อหาของ Integrated Practice และ Building Information Modeling อย่างเต็มที่ โดยร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในท้องถิ่นหลายๆ แห่งที่ใช้ระบบเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นอย่างมาก Bruce E. Blackmer, FAIA ประธานของ National Architectural Accrediting Board (NAAB) หรือ องค์กรรับรองสถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมของสหรัฐ ได้ยอมรับว่า แม้ว่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่างสถาบันที่นำระบบ IP หรือ BIM เข้ามาอยู่ในหลักสูตร ว่าสถาบันนั้นจะมีโอกาสในการได้รับรองจากองค์กรมากขึ้นหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่า ทักษะที่นักศึกษาได้รับนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาเป็นอย่างมาก และจะทำให้ผลงานออกแบบของนักศึกษาเหล่านี้มีคุณภาพมาก ในปี 2008 NAAB จะมีการประชุมว่า ควรจะนำหัวข้อของ BIM และ IP เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรองสถาบันการศึกษาด้วยหรือไม่
แล้วการออกแบบเบื้องต้นล่ะ (And what about preliminary design)?
การอภิปรายจะไม่มีทางสมบูรณ์ได้ถ้าเราเหล่าสถาปนิกไม่พูดถึงเรื่องที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดคือเรื่องของขั้นตอนการออกแบบเบื้องต้น เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ว่างเพื่อใช้ในการทำงาน การอยู่อาศัย และสันทนาการ การออกแบบในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สถาปนิกมีบทบาทมาก แทบจะเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมาจากความเป็นตัวตนของสถาปนิกผู้ออกแบบคนนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ (Personal and Idiosyncratic) และจะเป็นกระบวนการที่ผ่านการใช้สื่อแบบหยาบๆ เพื่อให้เห็นภาพ เช่น การใช้ปากกา กระดาษร่าง โปรแกรมสามมิติ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะไม่มีทางหายไปไหนในวงการออกแบบ
Geoffrey Adams ซึ่งเป็นอาจารย์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย New Mexico ได้ให้ความเห็นในเรื่องของความแตกต่างในการสร้างข้อมูลด้วยโครงสร้างที่คิดถึงการใช้สอยโดยไม่มีรายละเอียดของตัววัสดุและการก่อสร้าง (algorithmic computation) กับการสร้างข้อมูลด้วยการทำความรู้ที่ซับซ้อนจากรายละเอียดต่างๆ เข้ามาประกอบกัน (associative thinking) โดย Professor Adams เห็นว่า ระบบ Associative Thinking นั้น เป็นระบบที่มีซับซ้อนและหากต้องการเพิ่มองค์ประกอบของความเป็นศิลปะเข้าไปนั้น ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้ ยังคงต้องใช้มันสมองของมนุษย์ในการสร้างสรรค์ต่อไป แต่ก็ยอมรับว่า BIM เป็นระบบที่มีเสน่ห์ต่อวงการศึกษามากเช่นกัน แต่ก็อยากให้ใช้เป็นโครงการต่อโครงการไปก่อนในปัจจุบัน
ไม่มีเทคโนโลยีระดับไหนที่จะก้าวข้ามพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญในวงการหลายๆ คนที่มีความกังวลในเรื่องการเสพติดคอมพิวเตอร์ของนักออกแบบยุคใหม่ เพราะทำให้เกิดความมักง่าย เวลาออกแบบก็จะออกแบบด้วยการทำโมเดลที่โปรแกรมสร้างมาให้เป็นโครงร่างพื้นฐาน Earl Mark อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม แห่ง University of Virginia’s Department of Architecture ซึ่งเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์มาก่อน ได้ระบุปัญหานี้ว่าเป็นปัญหาที่สำคัญและจะขยายตัวออกไปมากขึ้น ปัญหาในฝั่งของนักออกแบบ Software เองก็คือ ถ้า Software ในอนาคตมีความซับซ้อนมากขึ้น ความมักง่ายตรงนี้มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นตามไปด้วย
หลังจาก Integrated Practice, อะไรคือสิ่งต่อไป?
ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนที่ให้สัมภาษณ์ในบทความนี้เห็นตรงกันอยู่ประเด็นหนึ่งว่า BIM จะเป็นระบบที่ไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตราบใดที่ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยตั้งแต่ต้น รวมทั้งที่ปรึกษาทั้งหลายด้วย แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ลูกค้าก็จะต้องมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของระบบ Design-Build (ทำกันมาครึ่งศตวรรษแล้วเป็นอย่างน้อยในประเทศญี่ปุ่น) มากกว่าระบบ Design-Bid-Build ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อความผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลระหว่างบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในการทำงานสูงกว่า แต่เจ้าของมีอำนาจในการควบคุมมากกว่า เป็นต้น
ในสภาพแวดล้อมของการทำงานในปัจจุบันนั้น ไม่เพียงแต่เราจะต้องทำงานให้ตรงเวลาและตรงตามงบประมาณ พร้อมกับรักษาคุณภาพอย่างเต็มที่เพียงเท่านั้น Integrated Practice จะไม่มีความหมายอะไรถ้าเราไม่สามารถนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การทำงานอย่างถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณของสถาปนิก ถ้าจะถามความหมายของคำว่า Integrated Practice แบบง่ายๆ แล้ว ก็อาจจะแปลได้ว่า “อัจฉริยะ” นั่นเอง
บทสรุป: IP คือ “อัจฉริยะ”
Integrated Practice ไม่ใช่แค่ศัพท์เทคนิคใหม่ๆ แต่มันคือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของวิชาชีพสถาปัตยกรรม มันคือการทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของการออกแบบ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่การทำงานร่วมกันด้วยความเข้าใจ ความเคารพ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกใบนี้ IP คืออนาคตที่สดใสของพวกเราชาวสถาปนิกจริงๆ
บทความที่น่าสนใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
การศึกษาด้านสถาปัตยกรรมควรปรับปรุงหลักสูตรอย่างไรเพื่อเตรียมพร้อมนักศึกษาสำหรับ IP? ควรเน้นการสอนทักษะด้านความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การเจรจา และการทำงานร่วมกับผู้อื่นให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การออกแบบเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว และควรผสานความเข้าใจเรื่อง BIM เข้าไปในทุกวิชาเรียน เพื่อให้นักศึกษาเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพที่สำคัญ
Integrated Practice (IP) คืออะไร และแตกต่างจากการทำงานแบบเดิมอย่างไร? IP คือแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาปนิก ที่ปรึกษา และเจ้าของโครงการ โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง BIM เป็นแกนหลัก ทำให้การสื่อสารและประสานงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำงานแบบเดิมที่มักแยกส่วนกัน
Building Information Modeling (BIM) มีความสำคัญต่อ IP อย่างไร? BIM เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ IP เกิดขึ้นได้จริง เพราะ BIM ไม่ได้แค่สร้างโมเดล 3 มิติ แต่ยังรวมข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น งบประมาณ ตารางเวลา และรายละเอียดวัสดุ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
วัฒนธรรมองค์กรของสำนักงานสถาปนิกต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับ IP? ต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “สถาปนิกเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “สถาปนิกเป็นผู้นำ” ที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ลด Ego และเน้นการสร้างเป้าหมายร่วมกันของทีมเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง
IP ส่งผลกระทบต่อเรื่องสัญญาและการบริหารความเสี่ยงในวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างไร? IP ทำให้รูปแบบสัญญาซับซ้อนขึ้น โดยต้องครอบคลุมเรื่องการแบ่งปันข้อมูล ลิขสิทธิ์ และการจัดสรรความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม ซึ่งกำลังมีการพัฒนาสัญญาต้นแบบให้เหมาะสมกับแนวทางการทำงานแบบใหม่นี้ เพื่อลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น


