ภัยใหม่! แค่ค้นหาใน Search Engine ก็โดนแฮกได้
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ การค้นหาข้อมูลบน Search Engine อย่าง Google, Bing หรือ DuckDuckGo ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่แหละครับ ใครจะคิดว่าแค่พิมพ์คำค้นหา แล้วกดคลิกไม่กี่ครั้ง คอมพิวเตอร์ของเราอาจตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นโดนแฮกข้อมูลสำคัญไปได้ง่ายๆ? ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมล่ะครับ แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วในโลกไซเบอร์ที่เรากำลังเผชิญอยู่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล – PDPC Eagle Eye ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยเรื่องนี้อย่างชัดเจน มันเป็นภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า SEO Poisoning หรือที่ผมขอเรียกว่า “การวางยาพิษในผลการค้นหา” ครับ ฟังชื่อแล้วก็น่าขนลุกใช่ไหมครับ? มาดูกันว่ามันคืออะไร แล้วมันทำงานยังไง ทำไมเราถึงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นกว่าเดิม
SEO Poisoning คืออะไร?
ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาเราอยากรู้อะไร เราก็มักจะเปิด Search Engine แล้วพิมพ์คำถามลงไป เช่น “ตัวอย่างสัญญา” หรือ “แบบฟอร์มธุรกิจ” แล้วก็กด Enter ใช่ไหมครับ? ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาก็จะเรียงลำดับจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือที่สุด แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปแล้วครับ!
SEO Poisoning คือเทคนิคที่แฮกเกอร์จอมเจ้าเล่ห์ใช้สร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา หรือบางทีก็แฮกเว็บไซต์จริงที่มีอยู่แล้ว (โดยเฉพาะเว็บที่ใช้ WordPress ซึ่งค่อนข้างแพร่หลาย) จากนั้นก็ใช้เทคนิคด้าน SEO (Search Engine Optimization) แบบผิดกฎ หรือที่เรียกว่า Black Hat SEO เพื่อปั่นอันดับของเว็บไซต์ปลอมเหล่านั้นให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรกๆ ของผลการค้นหาซะอย่างนั้น!
เป้าหมายของพวกเขาคืออะไรน่ะเหรอครับ? ก็เพื่อล่อให้เราที่กำลังมองหาข้อมูลสำคัญๆ เผลอกดเข้าไปในลิงก์ของพวกเขา พอเราเผลอกดเข้าไปปุ๊บ แทนที่จะได้ไฟล์เอกสารที่เราต้องการ ก็กลายเป็นว่าเรากำลังดาวน์โหลด “มัลแวร์” สุดอันตรายลงเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยไม่รู้ตัว! มัลแวร์เหล่านี้จะแอบเข้ามาขโมยรหัสผ่าน, ข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลทางการเงิน หรือแม้แต่ล็อกไฟล์ทั้งหมดในเครื่องของเราเพื่อเรียกค่าไถ่ โอ้โห! แค่คิดก็สยองแล้วใช่ไหมครับ?
เบื้องหลังการทำงานของ SEO Poisoning
มันไม่ใช่แค่การสุ่มโจมตีนะครับ แต่แฮกเกอร์มีกลยุทธ์ที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยครับ ลองมาดูกันว่ากระบวนการ “วางยาพิษ” นี้ทำงานยังไงบ้าง:
กลยุทธ์ของแฮกเกอร์: การเลือกเหยื่อและคำค้นหา
- สร้างเว็บไซต์ปลอม หรือแฮกเว็บจริง: แฮกเกอร์จะสร้างหน้าเว็บที่ดูเหมือนจริงมากๆ ครับ เช่น หน้าฟอรัมสนทนา, เว็บไซต์ข่าวปลอม, หรือหน้าดาวน์โหลดเอกสารทางธุรกิจที่ดูน่าเชื่อถือสุดๆ เพื่อให้เราตายใจ
- ใช้คีย์เวิร์ดเฉพาะทาง: นี่คือจุดที่น่าสนใจครับ แฮกเกอร์จะไม่ได้ใช้คีย์เวิร์ดทั่วไป แต่จะเลือกใช้คำค้นหาที่พนักงานในองค์กรธุรกิจมักจะใช้กันเป็นประจำ เช่น “แบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน” (employment agreement), “ข้อตกลงทางธุรกิจ” (business contract), “ตัวอย่างเอกสารการเงิน” หรือเอกสารทางกฎหมายต่างๆ ที่มักจะถูกค้นหาโดยบุคลากรในบริษัท
- ลวงให้ดาวน์โหลดไฟล์: พอเราค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดเหล่านี้แล้วเผลอกดเข้าไปในลิงก์ของแฮกเกอร์ที่โผล่อยู่ในอันดับต้นๆ หน้าเว็บนั้นก็จะแสดงข้อความหลอกลวงให้เราดาวน์โหลดไฟล์เอกสารที่เราต้องการ เช่น “คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไฟล์ที่เรากำลังจะดาวน์โหลดนั้นเป็นไฟล์ ZIP ที่ข้างในซ่อนไฟล์สคริปต์อันตราย (.js หรือ JavaScript) เอาไว้อย่างแนบเนียน!
- ติดตั้งมัลแวร์: เมื่อเราหลงเชื่อและเปิดไฟล์สคริปต์เจ้าปัญหาตัวนั้นปุ๊บ มัลแวร์ร้ายที่ชื่อว่า Gootloader ก็จะถูกติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราทันทีโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยครับ!
Gootloader: ประตูหลังสู่หายนะ
คุณอาจจะสงสัยว่า Gootloader คืออะไร? มันคือมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “ประตูหลัง” (Backdoor) ครับ คือพอ Gootloader ถูกติดตั้งสำเร็จ มันก็จะเปิดช่องทางลับๆ ให้แฮกเกอร์สามารถส่งมัลแวร์ตัวอื่นๆ เข้ามาในเครื่องของเราได้อีกเพียบเลยทีเดียว! ลองนึกภาพว่ามีคนไขกุญแจหลังบ้านเรา แล้วเปิดประตูให้โจรยกแก๊งเข้ามาปล้นบ้านแบบสบายๆ นั่นแหละครับ
มัลแวร์เพื่อนซี้ Gootloader: มากันเป็นแก๊ง!
หลังจากที่ Gootloader เปิดทางให้แล้ว มัลแวร์ตัวอื่นๆ ที่แฮกเกอร์มักจะส่งตามเข้ามาก็มีดังนี้ครับ:
- Cobalt Strike: รีโมทคอนโทรลสุดอันตรายนี่คือเครื่องมือที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะระบบและควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจากระยะไกลครับ เหมือนพวกเขากำลังนั่งควบคุมเมาส์และคีย์บอร์ดของเราอยู่จากที่ไหนสักแห่งในโลกนี้เลยทีเดียว น่ากลัวใช่ไหมล่ะครับ?
- Ransomware: ฝันร้ายเรียกค่าไถ่ชื่อนี้อาจจะคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว นี่คือมัลแวร์ที่จะทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลสำคัญทั้งหมดในเครื่องของเรา ทำให้เราไม่สามารถเปิดหรือใช้งานไฟล์เหล่านั้นได้เลย จากนั้นแฮกเกอร์ก็จะขึ้นข้อความเรียกค่าไถ่เป็นเงินมหาศาลเพื่อแลกกับการปลดล็อกไฟล์ของเราครับ หลายองค์กรธุรกิจต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะเจ้า Ransomware ตัวนี้มาแล้วนักต่อนัก
- มัลแวร์ขโมยข้อมูล: สูญสิ้นทุกสิ่งมัลแวร์ประเภทนี้จะแอบขโมยข้อมูลสำคัญของเรา ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านต่างๆ ทั้งรหัสเข้าอีเมล, บัญชีธนาคาร, โซเชียลมีเดีย, ข้อมูลทางการเงิน, หรือแม้แต่ข้อมูลลับสุดยอดของบริษัท ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์อาจถูกขโมยไปได้อย่างง่ายดาย
ใครคือเป้าหมายหลักของภัยนี้?
แคมเปญ SEO Poisoning นี้ไม่ได้สุ่มโจมตีใครก็ได้นะครับ แต่พวกเขาพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเลยครับ นั่นก็คือ ผู้ใช้งานในองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า SMB (Small and Medium-sized Businesses) นั่นเองครับ
ธุรกิจ SME กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
ทำไมธุรกิจเล็กถึงตกเป็นเป้า?
สาเหตุที่แฮกเกอร์เลือกโจมตีธุรกิจ SMB ก็เพราะว่าพนักงานในองค์กรเหล่านี้มักจะมีการค้นหาเอกสารทางธุรกิจ, สัญญาต่างๆ, หรือแบบฟอร์มที่ใช้ในการทำงานผ่านทางอินเทอร์เน็ตอยู่เป็นประจำครับ นอกจากนี้ ธุรกิจ SMB หลายแห่งอาจจะยังไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งเท่าบริษัทใหญ่ๆ ทำให้ตกเป็นเป้าหมายที่ง่ายขึ้นสำหรับเหล่าแฮกเกอร์
พนักงานออฟฟิศ: จุดอ่อนที่แฮกเกอร์มองเห็น
สำหรับพนักงานออฟฟิศ เราทุกคนล้วนมีความจำเป็นต้องค้นหาข้อมูล หรือดาวน์โหลดเอกสารต่างๆ เพื่อใช้ในการทำงานอยู่แล้วใช่ไหมครับ? บางทีก็อาจจะเป็นตัวอย่างสัญญา, เทมเพลตเอกสาร, หรือข้อมูลอ้างอิงต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละครับที่แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางในการแทรกซึมเข้ามาในระบบของเรา
วิธีป้องกันภัยไซเบอร์ฉบับคนธรรมดา
ฟังมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหมครับ? แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ แม้ภัยไซเบอร์จะน่ากลัว แต่เราก็มีวิธีป้องกันตัวเองได้ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอนครับ เหมือนสุภาษิตที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นั่นแหละครับ!
ก่อนคลิก ต้องคิดให้หนัก!
- อย่ารีบคลิก: ก่อนที่เราจะคลิกลิงก์ไหนใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ขอให้เราใจเย็นๆ สักนิดครับ ลองดูชื่อเว็บไซต์ (URL) ก่อนว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ URL ที่น่าสงสัย มักจะมีตัวสะกดแปลกๆ, ใช้โดเมนที่ไม่คุ้นเคย (เช่น .xyz, .top แทนที่จะเป็น .com, .org, .go.th), หรือมีชื่อที่คล้ายคลึงกับเว็บไซต์จริงแต่ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย (เช่น https://www.google.com/search?q=goog1e.com แทนที่จะเป็น https://www.google.com/search?q=google.com) ถ้าเห็นอะไรแปลกๆ อย่าคลิกเด็ดขาดครับ!
เช็กให้ชัวร์ ก่อนดาวน์โหลด
- เช็กก่อนโหลด: หากเราจำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์เอกสารใดๆ ก็ตาม ขอให้ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือเว็บไซต์ที่เราเชื่อถือได้เท่านั้นครับ เช่น ถ้าจะดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากหน่วยงานราชการ ก็ให้เข้าเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง อย่าไปดาวน์โหลดจากลิงก์แปลกๆ ที่โผล่ขึ้นมาใน Search Engine เด็ดขาด
ไฟล์แปลกปลอม: ห้ามเปิดเด็ดขาด!
- อย่าไว้ใจไฟล์ .zip หรือ .js: อันนี้สำคัญมากๆ ครับ! ถ้าเราดาวน์โหลดไฟล์มาแล้วพบว่าเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกๆ ที่เราไม่คุ้นเคย เช่น ไฟล์ .zip หรือไฟล์ .js (JavaScript) โดยที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ไฟล์ประเภทนี้ อย่าเปิดมันเด็ดขาดนะครับ! โดยเฉพาะไฟล์ .js ที่มักจะถูกใช้ในการซ่อนสคริปต์มัลแวร์ หากไม่แน่ใจ ให้ลบทิ้งทันทีครับ
อัปเดตระบบและโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอ
- อัปเดตระบบปฏิบัติการและโปรแกรม: การอัปเดต Windows, macOS, หรือโปรแกรมต่างๆ ที่เราใช้เป็นประจำ (เช่น เว็บเบราว์เซอร์, Microsoft Office, PDF Reader) ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อนะครับ แต่มันคือการอุดช่องโหว่ทางความปลอดภัยที่แฮกเกอร์อาจใช้เป็นช่องทางในการโจมตี เพราะผู้พัฒนาโปรแกรมจะออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่เหล่านี้อยู่เสมอ
ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสคุณภาพดี
- ใช้โปรแกรม Antivirus และ Antimalware: ติดตั้งโปรแกรม Antivirus และ Antimalware ที่มีประสิทธิภาพไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอยู่เสมอครับ และที่สำคัญคือต้องอัปเดตฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอด้วย โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยสแกนและตรวจจับมัลแวร์ที่อาจแฝงเข้ามาในเครื่องของเรา
สำรองข้อมูลเป็นประจำ: กันไว้ดีกว่าแก้
- สำรองข้อมูลสำคัญ: การสำรองข้อมูลเป็นประจำคือสิ่งที่คุณควรทำเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร รูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์สำคัญอื่นๆ ให้สำรองเก็บไว้ใน External Hard Drive, Cloud Storage, หรือบริการสำรองข้อมูลอื่นๆ เสมอ เพื่อที่เราจะได้มีข้อมูลชุดสำรองไว้ใช้ในกรณีที่คอมพิวเตอร์ของเราเกิดติดมัลแวร์ หรือข้อมูลเสียหายจากการโจมตีของแฮกเกอร์
หากตกเป็นเหยื่อแล้ว ต้องทำอย่างไร?
แม้เราจะระมัดระวังแค่ไหน แต่บางทีโชคร้ายก็อาจมาเยือนได้ ถ้าคุณสงสัยว่าคอมพิวเตอร์ของคุณอาจติดมัลแวร์จากการโจมตีแบบ SEO Poisoning สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ:
ขั้นตอนแรก: ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
- ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันที: ไม่ว่าจะเป็นการถอดสาย LAN, ปิด Wi-Fi, หรือปิดข้อมูลมือถือ การตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้มัลแวร์ส่งข้อมูลออกไปหาแฮกเกอร์ หรือไม่ให้แฮกเกอร์ควบคุมเครื่องของคุณได้ง่ายๆ
รีบสแกนหาและกำจัดมัลแวร์
- สแกนด้วยโปรแกรม Antivirus และ Antimalware: ใช้โปรแกรม Antivirus และ Antimalware ที่คุณมีอยู่สแกนแบบ Full Scan ในเครื่องของคุณอย่างละเอียด เพื่อตรวจหาและกำจัดมัลแวร์ที่ซ่อนอยู่ หากไม่มีโปรแกรมเหล่านี้ คุณอาจต้องใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่ปลอดภัยในการดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง
เปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
- เปลี่ยนรหัสผ่านทันที: เมื่อมั่นใจว่าเครื่องปลอดจากมัลแวร์แล้ว ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดที่คุณเคยใช้หรือเข้าถึงจากเครื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นอีเมล, บัญชีธนาคาร, โซเชียลมีเดีย, หรือรหัสเข้าสู่ระบบต่างๆ ควรตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกัน
แจ้งผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่ดูแล
- แจ้งผู้ดูแลระบบ (ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน): หากเป็นคอมพิวเตอร์ของบริษัท ให้รีบแจ้งผู้ดูแลระบบ IT ทันที เพื่อให้พวกเขาเข้ามาจัดการและตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเครือข่ายขององค์กร
- แจ้งตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: หากคุณมั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัวของคุณถูกขโมย หรือตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงที่ทำให้เสียหายอย่างร้ายแรง ควรแจ้งความกับตำรวจ หรือปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์เพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการต่อไป
บทความที่น่าสนใจ
อนาคตของภัยไซเบอร์: เราจะรับมืออย่างไร?
ภัยไซเบอร์ไม่เคยหยุดนิ่งครับ แฮกเกอร์มักจะหาวิธีใหม่ๆ ในการโจมตีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น หรือใช้ช่องโหว่ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนต้องทำคือ การไม่หยุดเรียนรู้และปรับตัว
ความรู้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
การที่เรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยไซเบอร์รูปแบบต่างๆ และรู้วิธีป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ หมั่นติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยไซเบอร์อยู่เสมอ เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ของแฮกเกอร์ และที่สำคัญคือต้องไม่ประมาท เราทุกคนคือด่านแรกในการป้องกันภัยไซเบอร์ หากเราทุกคนมีความตระหนักและระมัดระวัง เราก็จะสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญของเราและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากเงื้อมมือของเหล่าอาชญากรไซเบอร์ได้ครับ
หวังว่าข้อมูลที่ผมนำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ อย่าลืมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและคอมพิวเตอร์ของคุณเองนะครับ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
- Q: SEO Poisoning แตกต่างจากการโจมตีแบบ Phishing อย่างไร? A: SEO Poisoning เน้นการใช้เทคนิค SEO เพื่อปั่นอันดับเว็บไซต์ปลอมให้ขึ้นมาในผลการค้นหา และหลอกให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดมัลแวร์ ส่วน Phishing จะเป็นการสร้างอีเมลหรือข้อความปลอมเพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยตรงครับ แม้จะต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็มีเป้าหมายคือการขโมยข้อมูลเหมือนกันครับ
- Q: การใช้ Private Browse Mode (Incognito Mode) ช่วยป้องกัน SEO Poisoning ได้หรือไม่? A: การใช้ Private Browse Mode ไม่ได้ช่วยป้องกัน SEO Poisoning โดยตรงครับ โหมดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ประวัติการท่องเว็บหรือข้อมูลคุกกี้ถูกบันทึกในเครื่องของคุณ แต่ก็ไม่ได้ป้องกันการดาวน์โหลดมัลแวร์หากคุณคลิกเข้าสู่เว็บไซต์อันตรายครับ
- Q: ถ้าเผลอดาวน์โหลดไฟล์ .zip หรือ .js ที่น่าสงสัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิด จะปลอดภัยหรือไม่? A: โดยทั่วไปแล้ว หากคุณยังไม่ได้เปิดหรือรันไฟล์ที่น่าสงสัยนั้น เครื่องของคุณก็ยังถือว่าปลอดภัยอยู่ครับ แต่เพื่อความชัวร์ที่สุด ให้ลบไฟล์นั้นทิ้งทันที และสแกนคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม Antivirus เพื่อตรวจสอบอีกครั้งครับ
- Q: ธุรกิจ SMB ควรลงทุนในระบบความปลอดภัยไซเบอร์แบบไหนบ้าง? A: ธุรกิจ SMB ควรมองหาระบบ Antivirus/Antimalware ที่มีประสิทธิภาพ, ระบบ Firewall ที่แข็งแกร่ง, การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ, การเข้ารหัสข้อมูลที่สำคัญ, และที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความรู้กับพนักงาน เกี่ยวกับภัยไซเบอร์และการป้องกันตัวครับ
- Q: มีวิธีตรวจสอบ URL ของเว็บไซต์ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ อย่างไร? A: นอกจากดูความผิดปกติของตัวอักษรแล้ว คุณสามารถใช้เว็บไซต์ตรวจสอบ URL ฟรีหลายแห่งบนอินเทอร์เน็ต เช่น VirusTotal หรือ URLVoid เพื่อสแกนลิงก์ก่อนที่จะคลิกเข้าไปครับ หรือจะลองค้นหาชื่อเว็บไซต์นั้นๆ ใน Google เพื่อดูรีวิวหรือข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้ครับ
ขอบคุณที่มา


