ประกาศล็อคดาวน์ แล้ว D-M-H-T-T-A คืออะไร
เราจะมาคุยกันเรื่องที่หลายคนกำลังกังวลใจและสงสัยกันอยู่ นั่นคือเรื่องของ “การล็อคดาวน์” ที่กลับมาอีกครั้ง และที่สำคัญกว่านั้นคือ มาตรการ D-M-H-T-T-A ที่ภาครัฐเน้นย้ำให้พวกเราทุกคนปฏิบัติอย่างเคร่งครัด บางคนอาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมต้องทำ และเราจะอยู่กับมันได้อย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ต้องห่วงนะครับ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของเรื่องนี้ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งเหมือนมีคนมานั่งอธิบายให้ฟังตัวต่อตัวเลยล่ะ
ทำไมเราถึงต้องล็อคดาวน์อีกครั้ง?
ลองนึกภาพตามนะครับว่าอยู่ดีๆ เชื้อโรคตัวเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันกลับสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตของเราไปทั่วโลกขนาดนี้ จากที่เราเคยไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ไปเที่ยว ไปกินข้าวกับเพื่อนฝูงได้อย่างสบายใจ วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดเลยใช่ไหมครับ? การล็อคดาวน์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ แต่บางครั้งมันก็เป็น “ความจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้” เพื่อที่เราจะได้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเจ้าโควิด-19 ตัวร้ายนี้ให้ได้
ความจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้
จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เตียงในโรงพยาบาลเริ่มไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพัก การล็อคดาวน์จึงเปรียบเสมือนการ “กดปุ่มหยุด” ให้เชื้อโรคหยุดการแพร่กระจายชั่วคราว เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของเราได้มีเวลาหายใจ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิด อึดอัด นั่นเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์อาจจะแย่ลงไปกว่านี้มากเลยก็ได้นะ
ผลกระทบที่ต้องเผชิญ
แน่นอนครับว่าการล็อคดาวน์มันมาพร้อมกับ “ผลกระทบที่ต้องเผชิญ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ต้องชะลอตัว ธุรกิจเล็กๆ หลายแห่งต้องปิดตัวลง ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงาน หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันของเราก็เปลี่ยนแปลงไปมาก จากการที่ต้องอยู่ในบ้านนานๆ ก็อาจทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายขึ้น แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสเสมอครับ นี่อาจจะเป็นเวลาที่เราได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ในชีวิต หรือแม้แต่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำก็ได้ ใครจะรู้ล่ะจริงไหม?
D-M-H-T-T-A คืออะไร? แก่นแท้ของการป้องกันโควิด-19
เอาล่ะครับ มาถึงหัวใจสำคัญของบทความนี้กันแล้ว นั่นคือมาตรการ D-M-H-T-T-A ที่ฟังดูเหมือนรหัสลับ แต่จริงๆ แล้วมันคือหลักปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราทุกคนปลอดภัยจากโควิด-19 ได้ดียิ่งขึ้น มาดูกันทีละตัวอักษรเลยครับว่าแต่ละตัวหมายถึงอะไร และเราจะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง
D: Distancing – เว้นระยะห่าง สร้างความปลอดภัย
ลองนึกภาพเวลาเราไปยืนรอคิวซื้อของ หรือไปที่ที่คนเยอะๆ ปกติเราก็อาจจะยืนชิดกันจนแทบจะหายใจรดต้นคอกันเลยใช่ไหมครับ แต่ในยุคโควิด-19 นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ “D: Distancing” หรือการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร พูดง่ายๆ ก็คือ “ห่างกันไว้ ปลอดภัยกว่าเยอะนะ!”
“ห่างกันไว้ ปลอดภัยกว่าเยอะนะ!”
การเว้นระยะห่างนี้ช่วยลดโอกาสที่เราจะได้รับละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยของคนอื่น ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ ลองคิดดูสิครับว่าถ้าทุกคนรักษาระยะห่างกันอย่างเคร่งครัด โอกาสที่เชื้อจะแพร่จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งก็จะน้อยลงมากเลยล่ะ
การเว้นระยะในชีวิตประจำวัน
เราสามารถนำหลักการนี้ไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการยืนต่อคิวซื้อกาแฟ การนั่งในระบบขนส่งสาธารณะ การเดินเลือกซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่เวลาที่เราต้องพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ก็พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้เสมอ จำไว้นะครับว่า “ระยะห่าง” ไม่ได้แปลว่า “ห่างเหิน” แต่คือ “ความห่วงใย” ที่เรามีให้กันและกันต่างหาก
M: Mask Wearing – ใส่หน้ากากไว้ ไม่มีพลาด
ถ้า Distancing คือปราการด่านแรก “M: Mask Wearing” หรือการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ก็คือเกราะป้องกันที่เราต้องมีติดตัวไว้เสมอครับ อย่าลืมนะครับว่า “หน้ากากคือเกราะป้องกันของเรา” มันช่วยปกป้องทั้งตัวเราและคนรอบข้างไปพร้อมๆ กัน
หน้ากากคือเกราะป้องกันของเรา
การใส่หน้ากากช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยสู่ผู้อื่น และยังช่วยป้องกันไม่ให้เราได้รับเชื้อจากคนรอบข้างด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือในพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การใส่หน้ากากเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเลยครับ เหมือนมีซูเปอร์ฮีโร่ตัวจิ๋วคอยปกป้องเราตลอดเวลานั่นแหละ
เลือกหน้ากากให้ถูก สวมใส่ให้เป็น
แต่การใส่หน้ากากก็ต้องใส่ให้ถูกวิธีด้วยนะครับ ควรเลือกหน้ากากที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และที่สำคัญคือต้องสวมใส่ให้กระชับใบหน้า ปิดทั้งจมูก ปาก และคาง ไม่ใช่แค่เอามาห้อยไว้ใต้คางเฉยๆ นะครับ และอย่าลืมเปลี่ยนหรือซักหน้ากากเป็นประจำด้วยล่ะ ไม่งั้นจากที่ตั้งใจจะป้องกันเชื้อโรค อาจกลายเป็นสะสมเชื้อโรคแทนก็ได้นะ!
H: Hand Washing – ล้างมือบ่อยๆ เชื้อโรคหายเกลี้ยง
ลองจินตนาการดูสิครับว่าในแต่ละวันมือของเราไปสัมผัสกับอะไรมาบ้าง ตั้งแต่ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได หรือแม้แต่มือถือของเราเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดีเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้น “H: Hand Washing” หรือการล้างมือบ่อยๆ จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้เราปลอดภัยจากเชื้อโรคได้ เหมือนเรากำลัง “ล้างมือวิเศษ” ให้สะอาดหมดจดกันเลยทีเดียว
ล้างมือสำคัญกว่าที่คิด
หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ล้างมือธรรมดาๆ มันจะช่วยอะไรได้มากแค่ไหนกันเชียว? แต่ความจริงแล้ว การล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หรือการใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป สามารถกำจัดเชื้อโรคส่วนใหญ่ที่อยู่บนมือของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากครับ ยิ่งเราล้างมือบ่อยแค่ไหน โอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายเราผ่านทางการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
สบู่และเจลแอลกอฮอล์ ตัวช่วยสำคัญ
ควรมีจุดบริการเจลล้างมือให้ทั่วถึงและเพียงพอในทุกๆ สถานที่สาธารณะที่เราไป แต่ถ้าไม่มี เราก็ควรพกเจลแอลกอฮอล์ติดตัวไว้เสมอ เพื่อจะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น จำไว้นะครับว่า “มือสะอาด ชีวิตปลอดภัย”
T: Temperature – ตรวจวัดอุณหภูมิ สัญญาณเตือนแรก
ก่อนที่เราจะเข้าใช้บริการสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรืออาคารสำนักงาน เรามักจะเห็นจุดคัดกรองที่มีเจ้าหน้าที่คอย “T: Temperature” หรือตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของเราอยู่เสมอ หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องวัดไข้ทุกครั้ง?” มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?
ทำไมต้องวัดไข้ทุกครั้ง?
การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าใช้บริการ เป็นเหมือนด่านแรกในการคัดกรองผู้ที่อาจมีอาการป่วยครับ เพราะหนึ่งในอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยของผู้ติดเชื้อโควิด-19 คือมีไข้หรืออุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ การที่เราตรวจพบได้เร็ว ก็จะช่วยให้สามารถแยกผู้ป่วยออกจากคนอื่นๆ ได้ทันท่วงที และลดโอกาสการแพร่เชื้อในวงกว้างลงได้ ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีการตรวจวัดเลย คนที่มีไข้ก็อาจจะเข้าไปในพื้นที่สาธารณะ และแพร่เชื้อให้กับคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัวก็ได้นะครับ
การสังเกตอาการตัวเองก็สำคัญ
นอกจากการให้ผู้อื่นตรวจวัดอุณหภูมิให้แล้ว เราเองก็ควร “การสังเกตอาการตัวเองก็สำคัญ” ด้วยเช่นกัน หากรู้สึกไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีอาการอื่นๆ ที่คล้ายไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณะ และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที อย่าฝืนไปทำงานหรือไปเที่ยวเด็ดขาดนะครับ เพราะอาจจะนำเชื้อไปแพร่ให้กับคนอื่นๆ โดยไม่ตั้งใจได้
T: Testing – ตรวจหาเชื้อโควิด-19 รู้เร็ว รักษาไว
มาถึงตัว T ตัวที่สองกันแล้วครับ นั่นคือ “T: Testing” หรือการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เมื่อเราสงสัยว่าตัวเองอาจจะติดเชื้อ หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง การ “ตรวจหาเชื้อโควิด 19” คือสิ่งที่เราต้องรีบทำทันที เพื่อที่เราจะได้ “รู้เร็ว รักษาไว” และหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ทันเวลา
เมื่อไหร่ถึงควรตรวจ?
ถ้าคุณมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือหายใจลำบาก หรือหากคุณสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาด ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจหาเชื้อทันทีครับ อย่ารอช้า เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และลดความรุนแรงของโรคได้
ทางเลือกการตรวจหาเชื้อ
ปัจจุบันมีวิธีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 หลายวิธี ทั้งแบบ RT-PCR ที่เป็นการตรวจมาตรฐาน และชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) ที่สามารถตรวจได้เองที่บ้าน ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน หากผลออกมาเป็นบวก ก็ควรรีบกักตัวและปรึกษาแพทย์ทันทีนะครับ การตรวจเชื้อไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมครับ
A: Application – ใช้แอปพลิเคชันให้เป็นประโยชน์ ปลอดภัยยกกำลังสอง
มาถึงตัวอักษรสุดท้ายกันแล้วครับ นั่นคือ “A: Application” หรือการติดตั้งและใช้แอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” ก่อนเข้า-ออกสถานที่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นเหมือนตัวช่วยดิจิทัลที่จะทำให้เราปลอดภัยจากโควิด-19 ได้ “ปลอดภัยยกกำลังสอง” เลยล่ะครับ
“ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” เพื่อนคู่ใจ
แอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคครับ เมื่อเราสแกนคิวอาร์โค้ดก่อนเข้า-ออกสถานที่ต่างๆ ข้อมูลการเดินทางของเราก็จะถูกบันทึกไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว หากพบว่าเราเคยเข้าไปในสถานที่เดียวกับผู้ป่วย ระบบก็จะแจ้งเตือนให้เราทราบ เพื่อให้เราสามารถเฝ้าระวังตัวเอง หรือเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ทันท่วงที
ประโยชน์ของการใช้แอปฯ
การใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎนะครับ แต่เป็นการช่วยให้เราและคนรอบข้างปลอดภัยมากขึ้น ลองคิดดูสิครับว่าถ้าทุกคนใช้แอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมโรคก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นมากเลยใช่ไหมครับ เหมือนเรากำลังสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางดิจิทัลขึ้นมาเองเลยนะ
ชีวิตวิถีใหม่กับ D-M-H-T-T-A: ปรับตัวอย่างไรให้รอด?
เมื่อมาตรการ D-M-H-T-T-A กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราแล้ว เราจะปรับตัวอย่างไรให้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยในยุควิถีใหม่นี้ล่ะครับ? ไม่ต้องเครียดไปนะครับ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย
การทำงานที่บ้าน (Work From Home)
สำหรับหลายคนที่ต้อง “Work From Home” หรือทำงานจากที่บ้าน สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วใช่ไหมครับ? การทำงานที่บ้านช่วยลดความเสี่ยงในการเดินทางและพบปะผู้คน แต่ก็ต้องแลกมากับการที่เราต้องจัดการเวลาและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดจากการทำงานและชีวิตส่วนตัวปะปนกันไปหมด หาเวลาพักผ่อน ออกกำลังกายบ้าง และพยายามรักษาสมดุลชีวิตให้ดีนะครับ
การจับจ่ายใช้สอยในยุคโควิด
การไปจับจ่ายใช้สอยก็เปลี่ยนไปเช่นกันครับ จากที่เคยเดินเลือกซื้อของได้นานๆ ตอนนี้เราต้องเร่งรีบมากขึ้น และพยายามรักษาระยะห่างจากคนอื่นเสมอ หลายคนหันมาใช้บริการสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น ซึ่งก็สะดวกสบายและปลอดภัยดีครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องออกไปซื้อของเอง ก็อย่าลืมสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และใช้แอปพลิเคชันก่อนเข้า-ออกสถานที่ด้วยนะครับ
D-M-H-T-T-A ไม่ใช่แค่มาตรการ แต่คือความรับผิดชอบร่วมกัน
สุดท้ายแล้ว มาตรการ D-M-H-T-T-A ไม่ใช่แค่เพียงกฎระเบียบที่ภาครัฐกำหนดขึ้นมาให้เราปฏิบัติตามนะครับ แต่มันคือ “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ของพวกเราทุกคน ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งในสังคม
บทบาทของทุกคนในการหยุดยั้งโรค
ถ้าเราแต่ละคนทำตามมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ไม่ได้ทำแค่ตอนที่มีเจ้าหน้าที่มอง หรือทำแค่ตอนที่เรากลัวว่าจะมีใครจับผิด แต่ทำด้วยความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญจริงๆ การแพร่ระบาดของโรคก็จะชะลอตัวลงได้อย่างแน่นอนครับ ลองคิดดูสิครับว่าถ้าทุกคนมีจิตสำนึกที่ดี ปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนที่เรารักและเพื่อสังคมโดยรวม วิกฤตนี้ก็จะผ่านพ้นไปได้เร็วยิ่งขึ้นครับ
อนาคตที่เราอยากเห็น
เราทุกคนต่างก็อยากเห็นวันที่ชีวิตกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งใช่ไหมครับ? วันที่เราสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ไปเที่ยว ไปทำงาน ไปเจอเพื่อนฝูงได้อย่างสบายใจ การปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัดในวันนี้ ก็คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าในวันข้างหน้าครับ ยิ่งเราให้ความร่วมมือมากเท่าไหร่ อนาคตที่เราอยากเห็นก็จะมาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น
สรุป: ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
การประกาศล็อคดาวน์และมาตรการ D-M-H-T-T-A อาจทำให้เราต้องปรับตัวและเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของมาตรการเหล่านี้ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะทุกตัวอักษรของ D-M-H-T-T-A ล้วนมีความหมายและเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องตัวเรา คนที่เรารัก และสังคมโดยรวมจากวิกฤตโควิด-19 นี้ เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ เพียงแค่เรามีความเข้าใจ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน สู้ๆ นะครับทุกคน!
บทความที่น่าสนใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
- มาตรการ D-M-H-T-T-A มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่และที่ไหนบ้าง? มาตรการนี้เริ่มเน้นย้ำและบังคับใช้ในช่วงที่มีการระบาดระลอกใหม่ๆ ซึ่งในวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่คุณกล่าวถึง ก็เป็นช่วงที่ภาครัฐขอความร่วมมืออย่างเข้มข้นครับ โดยมีผลบังคับใช้ในทุกพื้นที่สาธารณะ และสถานที่ที่เปิดให้บริการในช่วงล็อคดาวน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดครับ
- ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A จะมีความผิดหรือบทลงโทษหรือไม่? การไม่ปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกปรับหรือบทลงโทษทางกฎหมายได้ครับ โดยเฉพาะในส่วนของการสวมหน้ากากในที่สาธารณะ หรือการฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ ครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ในขณะนั้นด้วยครับ
- นอกจากการใช้แอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และ “หมอชนะ” แล้ว มีวิธีอื่นในการบันทึกไทม์ไลน์ของเราไหม? นอกจากการใช้แอปพลิเคชันแล้ว บางสถานที่อาจมีการให้ลงชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์ด้วยมือ หรือใช้ QR Code ของแพลตฟอร์มอื่นๆ ครับ อย่างไรก็ตาม การใช้แอปพลิเคชันที่ภาครัฐแนะนำนั้นสะดวกและมีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยติดตามและแจ้งเตือนความเสี่ยงครับ
- ถ้าเรามีอาการป่วยเล็กน้อย เช่น เจ็บคอหรือไอ ควรไปตรวจโควิด-19 ทันทีเลยไหม? หากคุณมีอาการป่วยที่เข้าข่าย เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือแม้แต่อาการเล็กน้อยอื่นๆ ที่ผิดปกติไปจากเดิม ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทีจะดีที่สุดครับ โดยเฉพาะถ้าคุณมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อความสบายใจของตัวคุณเองและคนรอบข้างครับ
- การล็อคดาวน์และมาตรการ D-M-H-T-T-A จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่? การสิ้นสุดของมาตรการล็อคดาวน์และมาตรการควบคุมโรคต่างๆ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในแต่ละช่วงเวลาครับ หากสถานการณ์ดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และมีอัตราการฉีดวัคซีนที่เพียงพอ รัฐบาลก็จะพิจารณาผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงตามลำดับครับ จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริงครับ
ที่มาข้อมูลและรูปภายพจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=18373&deptcode=brc


