News

กฎหมาย DPS คุมเข้ม:19 แพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, Grab

เปิดฉากใหม่: ยุคทองของความปลอดภัยออนไลน์ในไทย สังคมดิจิทัลที่เติบโตไม่หยุดยั้ง : โลกออนไลน์ในปัจจุบันเปรียบเสมือนศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ กินข้าว เดินทาง หรือแม้แต่การหาความรู้ แพลตฟอร์มดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราอย่างแยกไม่ออก เราสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการมากมายได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ความสะดวกสบายนี้ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงผูกพันกับมันนัก

เลือกอ่าน หัวข้อที่สนใจ

ปัญหาและความท้าทายที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เมื่อโลกออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหาและความท้าทายก็เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน เราอาจเคยได้ยินข่าวหรือประสบพบเจอกับการหลอกลวง การซื้อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้แต่การถูกโกงเงิน สิ่งเหล่านี้บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในการใช้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะให้เรายังคงใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างสบายใจ?


กฎหมาย DPS: เกราะป้องกันใหม่สำหรับผู้บริโภค

ทำความรู้จักกับกฎหมาย DPS

ท่ามกลางความกังวลที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทย โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับผู้บริโภค จึงได้ผลักดันกฎหมาย Digital Platform Services (DPS) ขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาควบคุมดูแลและกำกับกิจการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อที่เราจะสามารถซื้อขายและทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ

วัตถุประสงค์หลัก: ปกป้องและส่งเสริม

กฎหมาย DPS ไม่ได้มีแค่การคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้แพลตฟอร์มดิจิทัลเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและเป็นธรรม เมื่อผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ ย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจแพลตฟอร์มในระยะยาว พูดง่ายๆ คือ กฎหมายนี้เข้ามาเพื่อสร้าง win-win situation ให้กับทั้งสองฝ่าย


19 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ต้องจับตา

รายชื่อแพลตฟอร์มที่เข้าข่าย

ล่าสุด ETDA ได้ประกาศรายชื่อบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบบริการแพลตฟอร์มที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป รายชื่อเหล่านี้อ่านแล้วคุณต้องรู้จักดีแน่ๆ มาดูกันเลย:

  • ช้อปปี้ (Shopee)
  • ลาซาด้า (Lazada)
  • วันทูคาร์ (One2car.com) – แพลตฟอร์มประกาศซื้อขายรถยนต์มือสอง
  • แกร็บ (Grab)
  • ขายดี (Kaidee.com)
  • เอสไอเอ อี-อ๊อกชันซิสเต็ม (SIA E-AUCTION SYSTEM)
  • ไลน์ช้อปปิ้ง (LINE SHOPPING)
  • อาลีบาบา (Alibaba)
  • น็อกน็อก (NocNoc)
  • อาลีเอ็กซ์เพรส (AliExpress)
  • ดิสช็อป (Thisshop)
  • รักเหมา (Rakmao)
  • เถาเป่า (Taobao)
  • เอสซีจี โฮม (SCGHome)
  • วันสยาม แอปพลิเคชัน (ONESIAM Application)
  • เรดดี้พลาสติก อ็อกชัน (ReadyPlastic Auction)
  • รูทส์แพลตฟอร์ม (ROOTS Platform)
  • เทอมู (TEMU)
  • อีเบย์ (eBay)

ทำไมต้องเป็นแพลตฟอร์มเหล่านี้?

คุณอาจสงสัยว่าทำไมแพลตฟอร์มเหล่านี้ถึงถูกเลือกให้เป็นกลุ่มแรกที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นั่นเป็นเพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ถือเป็น “แพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้าออนไลน์ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงสูง” และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้บริโภคจำนวนมาก หากมีปัญหาเกิดขึ้น มาตรการที่เข้มข้นขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง


หน้าที่ที่เพิ่มขึ้นภายใต้มาตรา 20: ความรับผิดชอบที่เข้มข้นขึ้น

แพลตฟอร์มทั้ง 19 แห่งนี้จะต้องมีหน้าที่เพิ่มเติมตามมาตรา 20 ของกฎหมาย DPS นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไปที่กำหนดไว้ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่คุณในฐานะผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

การประเมินและบริหารความเสี่ยง: ก้าวแรกสู่ความปลอดภัย

แพลตฟอร์มจะต้องทำการ “ประเมินความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของตนเอง และจัดทำ “มาตรการบริหารความเสี่ยง” ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาจากการหลอกลวง การฉ้อโกง หรือการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน พูดง่ายๆ คือ ต้องสแกนตัวเองให้ดีว่ามีจุดไหนที่อาจเป็นช่องโหว่ แล้วรีบอุดรอยรั่วนั้นให้เร็วที่สุด

มาตรการเพิ่มเติมจากคณะกรรมการ: รายละเอียดที่ต้องรู้

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังต้องดำเนินการตามประกาศของคณะกรรมการเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึง:

  • การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ขายก่อนอนุญาตให้ขายหรือโฆษณาสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน: แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขายมีตัวตนจริงและมีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่เข้ามาหลอกลวง
  • การตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดขายสินค้าที่มีข้อกำหนดเรื่องมาตรฐาน: สินค้าบางประเภทมีมาตรฐานควบคุมเฉพาะ แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบว่าสินค้าเหล่านั้นมีใบรับรองหรือผ่านการรับรองตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่

นี่เหมือนเป็นการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้สินค้าหรือผู้ขายที่ไม่น่าไว้วางใจเข้ามาบนแพลตฟอร์มได้เลย

การแสดงข้อมูลมาตรฐานสินค้า: ความโปร่งใสเพื่อผู้บริโภค

แพลตฟอร์มจะต้อง “แสดงข้อมูลมาตรฐานสินค้าอย่างชัดเจนบนหน้าร้านค้า” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเลขที่ อย. มอก. หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งเดาสุ่มอีกต่อไปว่าสินค้าที่กำลังจะซื้อนั้นมีมาตรฐานจริงหรือไม่

กลไกแจ้งเตือนและนำออก: จัดการไว ไม่ปล่อยทิ้ง

หากพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แพลตฟอร์มจะต้องมี “กลไกแจ้งเตือนและนำออกสินค้า” อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายและสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภค นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะยิ่งจัดการได้เร็วเท่าไหร่ ความเสียหายก็จะน้อยลงเท่านั้น

บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน: สร้างวินัยให้แพลตฟอร์ม

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด แพลตฟอร์มจะต้อง “กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน” กฎระเบียบ เพื่อสร้างความรับผิดชอบและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เมื่อมีบทลงโทษที่ชัดเจน ผู้ขายก็จะเกรงใจและปฏิบัติตามกฎมากขึ้น ส่งผลให้สภาพแวดล้อมการซื้อขายออนไลน์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


เกณฑ์การคัดเลือก: แพลตฟอร์มไหนเข้าข่าย “ความเสี่ยงสูง”?

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าข่ายความเสี่ยงสูงไว้ดังนี้:

มูลค่าธุรกรรม: ตัวเลขที่บอกความสำคัญ

แพลตฟอร์มที่มี “มูลค่าธุรกรรมในราชอาณาจักรเกิน 100 ล้านบาทต่อปี” ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญ นั่นหมายความว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นมีการซื้อขายจำนวนมหาศาล และหากเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง

การจดทะเบียนและจำนวนผู้ประกอบการ: ความน่าเชื่อถือที่มองเห็นได้

แพลตฟอร์มที่ “ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แต่มีผู้ประกอบการ 100 รายขึ้นไป” ก็จะถูกพิจารณาเช่นกัน การจดทะเบียนกับ DBD เป็นเครื่องบ่งชี้ความน่าเชื่อถือเบื้องต้น หากไม่จดทะเบียนแต่มีผู้ขายจำนวนมาก ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น

จำนวนผู้ใช้บริการ: ยิ่งมาก ยิ่งต้องเข้มงวด

เกณฑ์อีกข้อคือแพลตฟอร์มที่ “ไม่ได้จดทะเบียนกับ DBD แต่มีผู้ใช้บริการเกินกว่า 5% แต่ไม่เกิน 10% (เฉลี่ยต่อเดือน)” เมื่อมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาก็ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

มาตรการควบคุมดูแล: ช่องโหว่ที่ต้องอุด

และสุดท้าย แพลตฟอร์มที่ “ผู้ใช้บริการสามารถกระทำการใดโดยไม่มีมาตรการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ” นี่คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสได้ง่ายๆ กฎหมายจึงเข้ามาเพื่อบังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบควบคุมดูแลที่ดีขึ้น


อนาคตของแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย: ทบทวนและปรับเปลี่ยน

การทบทวนรายชื่อประจำปี: ความยืดหยุ่นที่จำเป็น

ETDA ยังคงเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ อีกจำนวนมาก หากพบว่าเข้าเกณฑ์ข้างต้น ก็จะมีการประกาศรายชื่อเพิ่มเติมต่อไป และที่สำคัญคือ กฎหมาย DPS มาตรา 24 กำหนดให้มีการ “ทบทวนรายชื่อ” แพลตฟอร์มเป็นประจำทุกปี ดังนั้น รายชื่อที่ประกาศข้างต้นอาจมีการเพิ่ม ลด หรือปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไป นี่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของกฎหมายที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของโลกดิจิทัล

ผลกระทบต่อแพลตฟอร์มและผู้บริโภค: มองไปข้างหน้า

การบังคับใช้กฎหมาย DPS นี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลไทยในการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการทำธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงส่งเสริมการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น สำหรับแพลตฟอร์มเอง นี่คือโอกาสในการยกระดับมาตรฐานและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว ส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะได้รับความคุ้มครองที่มากขึ้น และสามารถช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างสบายใจหายห่วง

 

บทความที่น่าสนใจ

 


สรุป: ก้าวสำคัญสู่โลกออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การมีกฎหมายที่แข็งแกร่งมาคอยกำกับดูแลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง กฎหมาย DPS ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว นับจากนี้ไป การซื้อขายออนไลน์ของคุณจะปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะมีตาข่ายขนาดใหญ่คอยดูแลอยู่ แพลตฟอร์มต่างๆ ก็จะต้องปรับตัวและยกระดับมาตรฐานให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของพวกเราทุกคน


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. กฎหมาย DPS คืออะไรและมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่? กฎหมาย DPS หรือ Digital Platform Services คือ พระราชกฤษฎีกาการประกอบบริการแพลตฟอร์มที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมดูแลและกำกับกิจการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. ทำไม Shopee, Lazada และ Grab ถึงถูกจัดอยู่ใน 19 แพลตฟอร์มแรก? แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกจัดเป็นกลุ่มแรกเนื่องจากเป็น “แพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้าออนไลน์ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงสูง” และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้บริโภคจำนวนมาก หากมีปัญหาเกิดขึ้น
  3. หน้าที่เพิ่มเติมของแพลตฟอร์มภายใต้มาตรา 20 มีอะไรบ้างที่สำคัญสำหรับผู้บริโภค? หน้าที่ที่สำคัญคือ การประเมินและบริหารความเสี่ยง, การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ขายและตรวจสอบหลักฐานสินค้า, การแสดงข้อมูลมาตรฐานสินค้าอย่างชัดเจนบนหน้าร้านค้า, การมีกลไกแจ้งเตือนและนำออกสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างรวดเร็ว และการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน
  4. หากพบสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม ควรทำอย่างไร? แพลตฟอร์มจะต้องมี “กลไกแจ้งเตือนและนำออกสินค้า” ที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น คุณควรแจ้งปัญหาไปยังแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและนำสินค้าออกจากระบบอย่างรวดเร็ว
  5. รายชื่อ 19 แพลตฟอร์มนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือไม่? มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้ กฎหมาย DPS มาตรา 24 กำหนดให้มีการ “ทบทวนรายชื่อ” แพลตฟอร์มเป็นประจำทุกปี ดังนั้น รายชื่ออาจมีการเพิ่ม ลด หรือปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปและเกณฑ์การคัดเลือกที่กำหนด

ขอบคุณที่มา

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1190341

Pongsak D

เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเว็บไซต์ WordPress และ Technical SEO ประสบการณ์กว่า จำนวน 15 ปี ปัจจุบันเป็น Lead Developer และผู้ก่อตั้ง Wisdom Firm มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการนำ AI และระบบ Automation (เช่น n8n, Gemini) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน"

Close
WiSDOM FiRM
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.