ตลาดแรงงานไทย 2564: เจาะลึกผลสำรวจ JobThai หลังโควิด
เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ ตลาดแรงงานไทยหลังยุคโควิด-19 นั่นเองครับ เชื่อว่าหลายคนคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องรายได้ หรือแม้แต่เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอใช่ไหมครับ? วันนี้เราจะมาเจาะลึกมุมมองจาก JobThai ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ ที่ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดแรงงานไทยในปี 2564 บอกเลยว่ามีประเด็นที่น่าจับตาเยอะมาก ทั้งเรื่องที่หลายบริษัทเตรียมปรับสวัสดิการให้เหมาะกับการทำงานระยะไกล พนักงานกว่า 80% ต้องการเปลี่ยนงาน และปัญหาเด็กจบใหม่ยังคงว่างงานสูง เรามาดูกันทีละประเด็นแบบถึงลูกถึงคนเลยครับ
โควิด-19: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดแรงงาน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เข้ามาเขย่าวงการตลาดแรงงานไทยอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการแรงงานที่ลดลง รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หรือแม้แต่วิธีการสัมภาษณ์งานที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ ผมจำได้เลยว่าช่วงแรกๆ ที่มีข่าวโควิดระบาด หลายบริษัทเริ่มมีมาตรการ Work From Home กันแล้ว แต่ใครจะคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันนานขนาดนี้
ผลกระทบที่คาดไม่ถึง: จากออฟฟิศสู่ Work From Home
จากข้อมูลของ JobThai ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2563 พบว่าความต้องการแรงงานบนแพลตฟอร์มของพวกเขารวมกันอยู่ที่ 346,357 อัตรา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี และจากการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “โลกการทำงานที่เปลี่ยนไปในยุค Post COVID-19 Pandemic” จากคนทำงาน 7,548 คน และ 1,019 องค์กรทั่วประเทศ ก็พบว่ามีพนักงานเพียง 34.1% เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็น Work From Home ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่ 65.9% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังคงไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ อาจเป็นเพราะลักษณะงานที่ไม่เอื้ออำนวย หรือบางองค์กรยังไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่การปรับตัวขององค์กรและพนักงานยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลา
ตัวเลขที่น่าสนใจ: ความต้องการแรงงานบนแพลตฟอร์ม JobThai
ถึงแม้ว่าตัวเลขความต้องการแรงงานจะผันผวน แต่แพลตฟอร์มอย่าง JobThai ก็ยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่เชื่อมโยงผู้หางานกับบริษัทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ตัวเลขกว่าสามแสนตำแหน่งงานที่ถูกประกาศในช่วงเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาคธุรกิจในการประคับประคองสถานการณ์ และยังคงมีความต้องการบุคลากรในบางสาขา แม้ว่าภาพรวมอาจจะดูหม่นๆ ไปบ้างก็ตาม
คนทำงานพร้อมแล้วที่จะไปต่อ: สถิติการเปลี่ยนงานที่น่าตกใจ
มาถึงประเด็นที่น่าสนใจที่สุด นั่นก็คือความต้องการเปลี่ยนงานของคนทำงานครับ! จากผลสำรวจในปี 2564 พบว่ามีแรงงานที่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่สูงถึง 81% เลยทีเดียวครับคุณผู้อ่าน! ลองคิดดูสิครับว่าคนทำงานกว่า 8 ใน 10 คน กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาเลยนะ และในจำนวนนี้ มีถึง 26.4% ที่มองหางานใหม่อย่างจริงจัง ชนิดที่ว่าพร้อมไปได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ 55.4% เปิดโอกาสให้ตัวเองสำหรับงานใหม่ คือถ้ามีข้อเสนอดีๆ ก็พร้อมพิจารณา และมีเพียง 18.2% เท่านั้นที่ไม่ต้องการหางานใหม่ ตัวเลขนี้บอกอะไรเราครับ? มันบอกว่าคนทำงานไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปแล้วครับ พวกเขากล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า
ทำไมคนถึงอยากเปลี่ยนงาน? เจาะลึก 5 เหตุผลหลัก
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้คนทำงานจำนวนมหาศาลขนาดนี้คิดจะโบกมือลาที่ทำงานเดิม? JobThai ได้สรุป 5 สาเหตุหลักเอาไว้ดังนี้ครับ
เงินเดือน: ปัจจัยอันดับหนึ่งที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าเรื่อง “เงินเดือน” ยังคงเป็นเหตุผลอันดับ 1 เสมอครับ ใครๆ ก็อยากมีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตและสามารถสร้างความมั่นคงในอนาคตได้ใช่ไหมล่ะครับ? ยิ่งในยุคที่ข้าวของแพงขึ้นทุกวัน ค่าครองชีพสูงลิ่ว การที่เงินเดือนไม่ขยับ หรือไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นมากๆ ที่จะทำให้คนมองหางานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ความก้าวหน้า: มองหาโอกาสที่ใช่
อันดับ 2 คือเรื่อง “ความก้าวหน้าในสายงาน” ครับ มนุษย์เราไม่ได้ต้องการแค่เงินอย่างเดียว แต่เรายังต้องการเติบโต พัฒนาศักยภาพ และมีโอกาสได้แสดงฝีมือ คนทำงานหลายคนรู้สึกว่าตัวเองมาถึงทางตันในที่ทำงานเดิม ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนในการไต่เต้าตำแหน่งสูงขึ้น จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมองหาองค์กรที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
สวัสดิการ: เมื่อชีวิตการทำงานเปลี่ยนไป
ถัดมาคือเรื่อง “สวัสดิการ” ครับ ซึ่งเป็นปัจจัยที่น่าสนใจมากในยุคโควิด-19 เพราะ Work From Home กลายเป็นเรื่องปกติ สวัสดิการที่ตอบโจทย์การทำงานระยะไกล เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ หรือแม้แต่สวัสดิการด้านสุขภาพจิต จึงกลายเป็นสิ่งที่คนทำงานให้ความสำคัญมากขึ้นครับ บางบริษัทอาจจะปรับตัวได้เร็ว มีสวัสดิการที่ยืดหยุ่นกว่า ก็ดึงดูดใจคนทำงานได้มากกว่า
สภาพแวดล้อม: บรรยากาศที่ดีคือสิ่งสำคัญ
อันดับ 4 คือ “สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร” ครับ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่ที่ทำงาน ดังนั้นการได้ทำงานในบรรยากาศที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ มีหัวหน้าที่สนับสนุน ย่อมส่งผลต่อความสุขในการทำงานและคุณภาพชีวิตโดยรวมครับ หากสภาพแวดล้อมเป็นพิษ มีการเมืองในที่ทำงาน หรือวัฒนธรรมองค์กรไม่เอื้อต่อการทำงาน คนเก่งๆ ก็คงอยู่ไม่ทนหรอกครับจริงไหม?
ความท้าทาย: เบื่อหน่ายกับงานเดิมๆ
สุดท้ายคือ “ตัวงานไม่มีความท้าทาย” ครับ บางคนอาจจะทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ มานาน จนรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือไม่ได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ เลย ก็จะเริ่มมองหาความท้าทายใหม่ๆ ที่จะกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและได้เรียนรู้อยู่เสมอครับ
เด็กจบใหม่ในยุคโควิด: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
มาถึงกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุดในยุคนี้ นั่นก็คือ “เด็กจบใหม่” ครับ! ปัญหาเรื่องการว่างงานยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะภาวะการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น จากการสำรวจนักศึกษาจบใหม่จำนวน 1,496 คนที่กำลังหางานและยังว่างงานอยู่ พบตัวเลขที่น่าตกใจครับ
เส้นทางหางานที่ยาวนาน: สถิติการว่างงานของเฟรชชี่
เด็กจบใหม่ 44% หางานมาแล้วเป็นเวลา 1-3 เดือน ในขณะที่ 31.9% หางานมาเป็นระยะเวลา 4-6 เดือน! ลองคิดดูสิครับว่าคนที่เพิ่งเรียนจบมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ จะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ มันน่าท้อแท้ขนาดไหน และมีเพียง 9.8% เท่านั้นที่มีระยะเวลาการหางานน้อยกว่า 1 เดือน ซึ่งในกลุ่มนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้งานทุกคนนะครับ
สัมภาษณ์แล้ว…แต่ยังไม่ผ่าน: บททดสอบที่ยากยิ่ง
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่หางานได้เร็วกว่า 1 เดือน มีถึง 36.2% ที่ไม่เคยโดนเรียกสัมภาษณ์งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ 35.4% เคยได้รับการสัมภาษณ์แล้วแต่ไม่ผ่านการคัดเลือก นี่คือบทพิสูจน์ที่ยากยิ่งสำหรับพวกเขาครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถ แต่ยังเป็นเรื่องของโอกาสที่น้อยลงด้วย
ความกังวลที่รุมเร้า: สิ่งที่เด็กจบใหม่แบกรับ
แน่นอนว่าเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เด็กจบใหม่ย่อมมีความกังวลมากมาย JobThai ได้สรุป 5 ความกังวลหลักๆ ของเด็กจบใหม่ในปีนี้เอาไว้ครับ
หาเงินไม่ได้…คือปัญหาใหญ่
อันดับ 1 คือ “กังวลว่าจะหางานทำไม่ได้” ครับ ซึ่งเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ดี เพราะการไม่มีงานทำหมายถึงการไม่มีรายได้ และนั่นหมายถึงความไม่มั่นคงในชีวิต
เศรษฐกิจตกต่ำ…บริษัทไม่จ้างคนใหม่?
อันดับ 2 คือ “กังวลเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทไม่จ้างเด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์” ครับ ความจริงก็คือบริษัทส่วนใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้มักจะเลือกบุคลากรที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อลดความเสี่ยงและสามารถทำงานได้ทันที ทำให้เด็กจบใหม่เสียเปรียบไปโดยปริยาย
รายได้ไม่พอ…จะใช้ชีวิตอย่างไร?
อันดับ 3 คือ “กังวลเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ” ครับ แม้จะได้งานทำ แต่ถ้าเงินเดือนไม่พอใช้จ่าย หรือไม่สมเหตุสมผลกับวุฒิการศึกษาและความสามารถ ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน
งานไม่ตรงใจ…เรียนมาเพื่ออะไร?
อันดับ 4 คือ “กังวลว่าจะไม่ได้งานตรงความต้องการ” ครับ หลายคนตั้งใจเรียนในสิ่งที่รักมาตลอด พอถึงเวลาหางานกลับต้องไปทำงานที่ไม่ตรงสาย ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
เพื่อนร่วมงาน/หัวหน้า…ความสัมพันธ์ที่ต้องระวัง
และอันดับสุดท้ายคือ “กังวลเรื่องหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน” ครับ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความสัมพันธ์ในที่ทำงานมีผลอย่างมากต่อความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน หากต้องเจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี ก็อาจทำให้ชีวิตการทำงานกลายเป็นเรื่องยากลำบากได้เลยครับ
บทความที่น่าสนใจ
การปรับตัวขององค์กร: เมื่อสวัสดิการต้องเปลี่ยนตามยุคสมัย
จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าองค์กรต่างๆ เองก็กำลังปรับตัวอย่างหนักเช่นกันครับ JobThai เผยว่าหลายบริษัทเตรียมปรับขึ้นสวัสดิการให้เหมาะกับการทำงานระยะไกลมากขึ้น นี่คือสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจกำลังให้ความสำคัญกับความต้องการของพนักงานมากขึ้น
สวัสดิการ Work From Home: มากกว่าแค่คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
สวัสดิการในยุค Work From Home ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้คอมพิวเตอร์หรือค่าอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้วครับ แต่ยังรวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพจิต การจัดหาอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่บ้าน การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมออนไลน์เพื่อสร้างความผูกพันในองค์กร สวัสดิการเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกได้รับการดูแล และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแม้จะไม่ได้อยู่ในออฟฟิศก็ตาม
ความยืดหยุ่นคือกุญแจ: ตอบโจทย์ความต้องการพนักงาน
ในอนาคต ความยืดหยุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งๆ ไว้ในองค์กรครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้พนักงานสามารถเลือกวันทำงานจากที่บ้านได้ การกำหนดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลมากที่สุด บริษัทที่สามารถปรับตัวและนำเสนอความยืดหยุ่นเหล่านี้ได้ ย่อมเป็นที่หมายปองของคนทำงานยุคใหม่ครับ
สรุป: ตลาดแรงงานไทยในยุค Post-COVID-19
จากผลสำรวจของ JobThai ทำให้เราเห็นภาพรวมของตลาดแรงงานไทยในปี 2564 ที่ชัดเจนขึ้นครับว่า โควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างไปจริงๆ ทั้งความต้องการแรงงานที่ผันผวน การปรับตัวของรูปแบบการทำงานที่เน้น Work From Home มากขึ้น ความต้องการเปลี่ยนงานของคนทำงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และความท้าทายอันใหญ่หลวงที่เด็กจบใหม่ต้องเผชิญ องค์กรต่างๆ จึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งในเรื่องของสวัสดิการที่ตอบโจทย์การทำงานระยะไกล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและน่าทำงานมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ได้ในระยะยาว เพราะในโลกที่ไม่หยุดนิ่งนี้ ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ทำไมคนทำงานถึงต้องการเปลี่ยนงานสูงถึง 81% ในปี 2564? สาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยหลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเดือนที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ โอกาสความก้าวหน้าในสายงานที่จำกัด สวัสดิการที่ไม่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี หรือตัวงานที่ขาดความท้าทาย ซึ่งโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้คนทำงานกล้าที่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ มากขึ้นครับ
- สถานการณ์ Work From Home ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง? จากการสำรวจพบว่ามีพนักงานเพียง 34.1% เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็น Work From Home ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงไม่สามารถทำได้ อาจเป็นเพราะลักษณะงานที่ไม่เอื้ออำนวย หรือบางองค์กรยังไม่พร้อมที่จะปรับโครงสร้างการทำงานครับ
- เด็กจบใหม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างไรบ้าง? เด็กจบใหม่ยังคงประสบปัญหาการว่างงานสูงครับ เนื่องจากภาวะการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เพิ่มขึ้น และบริษัทส่วนใหญ่มักจะเลือกบุคลากรที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้เด็กจบใหม่หลายคนต้องใช้เวลานานในการหางาน และมีความกังวลหลายอย่าง เช่น กังวลว่าจะหางานไม่ได้ รายได้ไม่พอ หรือไม่ได้งานตรงสายครับ
- องค์กรควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับตลาดแรงงานยุคหลังโควิด? องค์กรควรปรับตัวโดยการพิจารณาสวัสดิการที่เหมาะสมกับการทำงานระยะไกลมากขึ้น เช่น สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น รวมไปถึงการสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น การให้พนักงานเลือกวันทำงานจากที่บ้านได้ หรือกำหนดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ครับ
- อนาคตของตลาดแรงงานไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? ตลาดแรงงานไทยจะมีความยืดหยุ่นและเน้นทักษะที่หลากหลายมากขึ้นครับ บริษัทจะให้ความสำคัญกับทักษะดิจิทัลและความสามารถในการปรับตัว การทำงานทางไกลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการทำงานปกติ และคนทำงานจะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับ
ที่มา https://brandinside.asia/jobthai-workforce-after-covid/


