Work from Home ให้ปัง 5 กฎเหล็กเพิ่มประสิทธิภาพ
ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์สุดล้ำ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ที่แรงทะลุปรุโปร่ง การสื่อสารทั้งภาพ เสียง และข้อมูลกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิก ทำให้แนวคิดการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไป หลายองค์กรเริ่มเห็นถึงศักยภาพของการ Work from Home หรือการทำงานจากที่บ้าน ไม่เพียงแต่เป็นอีกทางเลือกในการลดการใช้ทรัพยากรในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันที่พนักงานไม่สามารถเดินทางมายังออฟฟิศได้ อย่างไรก็ตาม การทำงานจากที่บ้านนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายสำคัญ นั่นคือการรักษาระดับประสิทธิภาพการทำงานให้เทียบเท่ากับการทำงานในออฟฟิศให้ได้ วันนี้ผมจะมาแนะนำ กฎเหล็ก 5 ข้อ ที่จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ Work from Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ไม่มีสะดุด
กฎเหล็ก 5 ข้อเพื่อประสิทธิภาพการทำงาน Work from Home ในยุคดิจิทัล
1. กำหนดโซนทำงานที่ชัดเจน: สร้างอาณาเขตแห่งสมาธิ
ลองนึกภาพดูสิครับว่ามันคงไม่ดีแน่ ถ้าคุณต้องนั่งตอบอีเมลหรือไลน์กลุ่มที่ทำงานอยู่บนโซฟาหน้าทีวีที่กำลังฉายละครเรื่องโปรด หรือต้องนั่งปั่นงาน ตรวจไฟล์ตัวเลขต่าง ๆ อยู่บนโต๊ะกินข้าวที่เพิ่งกินข้าวเสร็จใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเสียสมาธิ แต่ยังทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงานเลือนลางไปหมด
1.1 ทำไมต้องมีโซนทำงาน?
การมีโซนทำงานที่แยกเป็นสัดส่วนจากส่วนอื่น ๆ ของบ้านเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะมันช่วยให้เราสามารถ จดจ่อกับงานได้ดีกว่า การมีพื้นที่เฉพาะที่ถูกกำหนดไว้สำหรับการทำงานเท่านั้น จะส่งสัญญาณให้สมองของคุณรับรู้ว่า “นี่คือเวลาทำงานนะ” ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าสู่โหมดการทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีสมาธิมากขึ้น
1.1.1 แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่ส่วนตัว
มนุษย์เรามักเชื่อมโยงสถานที่กับกิจกรรมเสมอครับ หากพื้นที่ทำงานของเราปะปนกับพื้นที่พักผ่อนหรือพื้นที่ครอบครัว เราก็จะถูกรบกวนได้ง่าย ไม่ว่าจะจากเสียงทีวี กิจกรรมของคนในบ้าน หรือแม้แต่ความรู้สึกที่อยากจะผ่อนคลาย การแยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่ส่วนตัวจะช่วยให้เราสร้าง “ขอบเขต” ทางจิตใจที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถสลับบทบาทจาก “คนในครอบครัว” ไปเป็น “พนักงานที่กำลังทำงาน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.1.2 ผลกระทบต่อสมาธิและประสิทธิภาพ
เมื่อไม่มีโซนทำงานที่แน่นอน สิ่งรบกวนต่าง ๆ ก็จะพุ่งเข้ามารุมล้อมคุณได้ง่ายขึ้น ลองจินตนาการถึงการประชุมออนไลน์ที่คุณต้องพยายามฟังหัวหน้าพูด ในขณะที่ลูกน้อยกำลังวิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ หรือเสียงกริ่งประตูที่ดังขึ้นระหว่างที่คุณกำลังคิดโปรเจกต์สำคัญ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สมาธิกระเจิง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานที่ทำด้วย
1.2 การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม
แล้วถ้าบ้านไม่มีห้องทำงานโดยเฉพาะล่ะ? ไม่ต้องกังวลครับ เราสามารถสร้างโซนทำงานขึ้นมาได้แม้ในพื้นที่จำกัด
1.2.1 ห้องทำงานส่วนตัว: ทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณโชคดีที่มีห้องทำงานส่วนตัว นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะคุณสามารถปิดประตูเพื่อสร้างโลกส่วนตัวแห่งการทำงานได้อย่างเต็มที่ จัดวางอุปกรณ์และข้าวของที่จำเป็นสำหรับการทำงานทั้งหมดไว้ในนั้น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นระเบียบและพร้อมใช้งาน
1.2.2 มุมทำงานในห้อง: เมื่อพื้นที่จำกัด
ถ้าไม่มีห้องทำงานแยกต่างหาก ลองสำรวจหาพื้นที่หรือมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ระเบียงที่มีอากาศถ่ายเทดี ๆ ก็ได้ครับ สิ่งสำคัญคือการเลือกมุมที่เงียบสงบและมีแสงสว่างเพียงพอ
1.2.3 สิ่งกั้นแบ่งและสัญลักษณ์ที่ชัดเจน
เมื่อเลือกมุมได้แล้ว ลองใช้สิ่งของมากั้นให้แยกออกมาเป็นสัดเป็นส่วน เช่น ฉากกั้นห้อง ชั้นหนังสือ หรือแม้แต่ต้นไม้กระถางใหญ่ ๆ ก็ได้ครับ ที่สำคัญคือ บอกกับสมาชิกในบ้านให้ชัดเจน ว่า “นี่คือโซนทำงานนะ ห้ามเข้ามารบกวนระหว่างเวลาทำงาน” การสื่อสารที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
2. ตัดสิ่งรบกวนรอบตัว: ปิดประตูสู่โลกภายนอก
แน่นอนครับว่าการทำงานที่บ้านมักมาพร้อมกับสิ่งรบกวนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพื่อนบ้านคุยกัน เสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปมา หรือแม้แต่เสียงทีวีที่พ่อแม่ดูอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงครับ มีวิธีรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้เสมอ
2.1 ระบุและจัดการกับสิ่งรบกวน
การที่เราจะจัดการกับสิ่งรบกวนได้ เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่มารบกวนเรา
2.1.1 เสียงรบกวนจากภายนอก: หูฟังคือผู้ช่วย
สำหรับเสียงรบกวนจากภายนอกอย่างเสียงรถ หรือเสียงเพื่อนบ้าน การใส่หูฟังเพลงเบา ๆ (โดยเฉพาะเพลงบรรเลง หรือ White Noise) สามารถช่วยให้เราเพ่งสมาธิกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรือหากเป็นไปได้ หูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise-Cancelling Headphones) ก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม
2.1.2 การสื่อสารกับคนในบ้าน: เข้าใจซึ่งกันและกัน
เรื่องสำคัญไม่แพ้กันคือการทำความเข้าใจกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้อง หรือคนในครอบครัว บอกพวกเขาว่า แม้ตัวเราจะนั่งทำงานที่บ้าน แต่ก็ต้องการสมาธิ เพื่อให้ผลงานออกมาดี ดังนั้นจึงไม่ควรเข้ามาในโซนทำงาน หรือโทรเข้ามาคุยเล่นระหว่างชั่วโมงทำงาน การบอกเวลาทำงาน/เลิกงานที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดในครอบครัวได้ครับ
2.2 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน
นอกจากการจัดการกับสิ่งรบกวนแล้ว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้น
2.2.1 แสงสว่างและอุณหภูมิที่พอเหมาะ
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโซนทำงานของคุณมี แสงสว่างเพียงพอ ไม่สว่างจ้าหรือมืดจนเกินไป แสงธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากทำไม่ได้ ให้ใช้โคมไฟตั้งโต๊ะที่ให้แสงสว่างสบายตา และปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นสบายพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกสบายตัวและสมาธิในการทำงาน
2.2.2 ความเป็นระเบียบของโต๊ะทำงาน
โต๊ะทำงานที่รกเต็มไปด้วยข้าวของวางเกะกะจะทำให้จิตใจเราว้าวุ่นได้ง่าย ๆ ครับ ลองจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เก็บของที่ไม่จำเป็นออกไปให้พ้นสายตา เหลือไว้เพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น สภาพแวดล้อมที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งและมีสมาธิมากขึ้น
3. ปฏิบัติตามแผนงานอย่างเคร่งครัด: วินัยคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
การ Work from Home ต้องอาศัย วินัย เป็นอย่างมากครับ เพราะไม่มีหัวหน้ามานั่งจ้องอยู่ข้างหลังเหมือนตอนอยู่ในออฟฟิศ คุณต้องเป็น “หัวหน้าตัวเอง” ที่มีประสิทธิภาพ
3.1 การวางแผนและจัดตารางเวลา
สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการสร้างตารางเวลาที่ชัดเจนและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
3.1.1 กำหนดเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน
ให้คุณเข้าประจำการหน้าคอมพิวเตอร์ที่บ้านให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เหมือนกับที่คุณต้องเข้างานตอนเช้าและเลิกงานตอนเย็น การมีตารางเวลาที่แน่นอนจะช่วยให้ร่างกายและสมองของคุณปรับตัวเข้ากับจังหวะการทำงานได้ดีขึ้น
3.1.2 การแบ่งงานเป็นส่วนย่อย (Task Batching)
วางแผนการทำงานที่ชัดเจน โดยการแบ่งงานใหญ่ ๆ ออกเป็น ส่วนย่อย ๆ (Task Batching) และกำหนดเวลาสำหรับแต่ละงาน เมื่อวางแผนแล้ว ก็ตั้งสมาธิปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ไม่วอกแวกคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ในบ้าน ทางที่ดีที่สุดคือการรักษาตารางเวลาเหมือนกับที่คุณอยู่ที่ออฟฟิศครับ
3.2 ความสำคัญของช่วงพักเบรก
หลายคนอาจจะคิดว่ายิ่งทำงานยาว ๆ ยิ่งดี แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยครับ
3.2.1 พักสมองเพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืน
การกำหนดช่วงพักเบรกให้ผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสมองของเราก็เหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องการการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟู หากคุณทำงานติดต่อกันนาน ๆ โดยไม่พัก ประสิทธิภาพก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ลองใช้เทคนิค Pomodoro คือการทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที หรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์ของคุณ
3.2.2 กิจกรรมผ่อนคลายระหว่างพัก
ในช่วงพักเบรก ให้ลุกขึ้นเดิน ยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำสักแก้ว มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือทำอะไรเบา ๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถโซเชียลมีเดีย เพราะมันอาจทำให้คุณติดลมจนเสียเวลาทำงานไปโดยไม่รู้ตัว
4. เตรียมพร้อมสื่อสารกับทีม: เชื่อมโยงทุกการทำงาน
การทำงานที่บ้านคนเดียวอาจทำให้เรารู้สึกถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เกิดความเหงา และอาจนำไปสู่ความเครียดได้ง่าย ๆ ครับ การรักษาสายสัมพันธ์และการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
4.1 การรักษาการติดต่อสื่อสาร
โลกทุกวันนี้มีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้เราเชื่อมต่อกับทีมได้เสมอ
4.1.1 ประโยชน์ของการประชุมออนไลน์ (Teleconference)
การใช้โปรแกรม Teleconference อย่าง Zoom, Microsoft Teams หรือ Google Meet จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกอยู่คนเดียว แต่ยังคงมีเพื่อนร่วมงานคอยสนับสนุนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องงานได้เหมือนเดิม หมั่นเข้าร่วมการประชุมตามที่กำหนด และพยายามมีส่วนร่วมในการสนทนาอยู่เสมอ
4.1.2 ช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ (Line, Slack)
นอกจาก Teleconference แล้ว การใช้ไลน์แชทกลุ่ม หรือแพลตฟอร์มการสื่อสารภายในองค์กรอย่าง Slack ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณอัปเดตข่าวสาร ประสานงาน และสอบถามข้อสงสัยต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่าลังเลที่จะถามคำถามหรือให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเมื่อจำเป็น
4.2 การสร้าง “บัดดี้” ในการทำงาน
เคยได้ยินคำว่า “บัดดี้” ไหมครับ? ในบริบทของการทำงาน Work from Home การมีบัดดี้ช่วยได้เยอะเลย
4.2.1 ทำไมการมีบัดดี้จึงสำคัญ?
การมี “บัดดี้” ไว้คอยแชทส่งข้อความปรึกษางาน หรือพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานบ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพราะบัดดี้จะเป็นเสมือนกระจกสะท้อนความคิด หรือเป็นที่พึ่งให้เราได้ระบายความอัดอั้นในบางครั้ง
4.2.2 การปรึกษาหารือและให้กำลังใจ
เลือกเพื่อนร่วมงานที่คุณสนิทใจและสามารถปรึกษาหารือกันได้ในเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำ การระดมสมอง หรือแม้แต่การบ่นถึงความท้าทายที่เจอ การมีคนที่เข้าใจสถานการณ์เดียวกันจะช่วยให้คุณรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และมีกำลังใจในการทำงานต่อไป
5. วางทุกอย่างเมื่อเลิกงาน: สร้างสมดุลชีวิต
ข้อเสียอย่างหนึ่งของการ Work from Home คือพื้นที่ทำงานกับพื้นที่ส่วนตัวจะปะปนอยู่รวมกัน ซึ่งทำให้บางคนเกิดความเครียดจากการที่ไม่สามารถปล่อยวางเรื่องงานได้ เหมือนสมองยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา
5.1 ความท้าทายของการ Work from Home
การทำงานที่บ้านอาจทำให้คุณรู้สึกว่างานไม่มีวันจบสิ้น เพราะคอมพิวเตอร์และเอกสารต่าง ๆ อยู่ในสายตาคุณตลอดเวลา
5.1.1 เส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว
เมื่อไม่มีการเดินทางไปกลับออฟฟิศ เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวก็อาจจะเลือนหายไป ทำให้บางคนทำงานเกินเวลาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ความเครียดและความเหนื่อยล้าได้ง่าย
5.1.2 ภาวะหมดไฟจากการทำงานหนัก
การทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่มีการผ่อนคลายอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ ภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้ สังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ หากเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย หรือไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังต้องการการพักผ่อนอย่างจริงจัง
5.2 วิธีการ “ปิดสวิตช์” หลังเลิกงาน
สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือการ “ปิดสวิตช์” การทำงานให้สนิทเมื่อถึงเวลาเลิกงาน
5.2.1 การจัดเก็บอุปกรณ์ทำงานให้พ้นสายตา
หลังจากชั่วโมงงานแล้ว ให้เก็บคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การทำงานทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ทำให้คุณนึกถึงงานให้พ้นจากสายตาทั้งหมดครับ ปิดโน้ตบุ๊ก เก็บเอกสารใส่ลิ้นชัก หรือย้ายไปไว้ในมุมที่ไม่เห็นได้ง่าย ๆ การทำเช่นนี้จะช่วยส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่า “หมดเวลาทำงานแล้วนะ”
5.2.2 กิจกรรมเพื่อผ่อนคลายและเติมพลัง
จากนั้นก็ถึงเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ช่วยให้คุณผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังงานในร่างกายเตรียมพร้อมกับการทำงานในวันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รดน้ำต้นไม้ เล่นกับสัตว์เลี้ยง ดูหนัง ทำกับข้าว อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับคนที่คุณรัก สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดและเติมพลังงานชีวิตให้คุณได้อย่างเต็มที่ครับ
บทสรุป: ก้าวข้ามความท้าทาย สู่ Work from Home ที่มีประสิทธิภาพ
แม้การทำงานที่บ้าน (Work from Home) จะยังคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับแวดวงมนุษย์เงินเดือนในบ้านเรา แต่ด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิจิทัล ทั้งองค์กรและพนักงานก็ต้องพร้อมปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า และคงความรับผิดชอบในการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ การนำ “กฎเหล็ก 5 ข้อ” ที่ได้กล่าวมาข้างต้นไปปรับใช้ จะช่วยให้คุณก้าวข้ามความท้าทายของการ Work from Home ได้อย่างมั่นใจ และสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัว เพื่อให้ทุกวันทำงานของคุณเต็มไปด้วยพลังบวกและผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมครับ
บทความที่น่าสนใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: การ Work from Home ทำให้เสียสมาธิง่ายกว่าทำงานที่ออฟฟิศจริงไหม? A1: เป็นเรื่องจริงครับ เพราะที่บ้านมีสิ่งรบกวนส่วนตัวมากกว่า เช่น สมาชิกในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ในบ้าน แต่เราสามารถจัดการได้โดยการกำหนดโซนทำงานที่ชัดเจน ตัดสิ่งรบกวน และฝึกวินัยในการทำงาน
Q2: ควรจะพักเบรกบ่อยแค่ไหนเมื่อ Work from Home? A2: แนะนำให้พักเบรกประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง หรือใช้เทคนิค Pomodoro คือทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที เพื่อให้สมองได้พักและฟื้นตัวครับ การพักเบรกสั้น ๆ บ่อย ๆ ดีกว่าทำงานยาว ๆ โดยไม่พักเลย
Q3: ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเวลา Work from Home คนเดียว? A3: หมั่นสื่อสารกับทีมและเพื่อนร่วมงานให้บ่อยขึ้นครับ ใช้ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น การประชุมวิดีโอ แชทกลุ่ม หรือโทรคุยกันบ้าง การมี “บัดดี้” ในการทำงานก็ช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น ๆ ได้ดีขึ้นครับ
Q4: ถ้าไม่มีห้องทำงานส่วนตัว จะสร้างโซนทำงานที่บ้านได้อย่างไร? A4: เลือกมุมใดมุมหนึ่งของบ้านที่เงียบสงบและมีแสงสว่างเพียงพอ อาจใช้ชั้นหนังสือ ฉากกั้น หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ มาจัดแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน และสื่อสารกับคนในบ้านให้ชัดเจนว่านี่คือ “โซนทำงาน”
Q5: หลังเลิกงาน Work from Home ควรทำอย่างไรเพื่อให้ “ตัดขาด” จากงานได้อย่างแท้จริง? A5: สิ่งสำคัญคือการสร้างพิธีกรรม “ปิดสวิตช์” ครับ เช่น เก็บอุปกรณ์ทำงานทั้งหมดให้พ้นสายตา ปิดคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนชุด แล้วไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่คุณชื่นชอบ เช่น ออกกำลังกาย ทำอาหาร ดูหนัง หรืออ่านหนังสือ เพื่อเปลี่ยนโหมดจากงานสู่การพักผ่อนได้อย่างสมบูรณ์.
ที่มาข้อมูล : https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/salary-man/work-from-home.html


