พฤติกรรมเสี่ยงของพนักงานบริษัท ที่อาจทำให้คุณถูกไล่ออก
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงเติบโตในหน้าที่การงานได้เร็ว ในขณะที่บางคนกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและอาจถึงขั้นถูกเลิกจ้าง? เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง “พฤติกรรม” ที่เราแสดงออกในที่ทำงานด้วย วันนี้ผมจะชวนทุกคนมาสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างที่หลายคนมองข้าม แต่กลับมีผลกระทบร้ายแรงจนอาจทำให้เราต้องตกงานได้โดยไม่รู้ตัว
สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
เพื่อน ๆ หลายคนอาจคิดว่า “โดนไล่ออกก็ไม่เห็นเป็นไร ได้ค่าชดเชยก้อนโตไปเที่ยวเล่นก่อน แล้วค่อยหางานใหม่” ความคิดแบบนี้ไม่ผิดซะทีเดียวครับ แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างคุณโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แถมยังเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานอีกด้วย ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมล่ะครับ? ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะพนักงานจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในการเลิกจ้างอย่างจริงจัง เพราะถ้าเราพลาดทำความผิดร้ายแรงลงไป อาจถูกไล่ออกโดยไม่รู้ตัว แถมไม่ได้รับเงินชดเชยแม้แต่บาทเดียว!
A. ความเข้าใจผิดเรื่องการโดนไล่ออกและค่าชดเชย
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น หลายคนมีความเข้าใจผิดว่าไม่ว่าจะถูกไล่ออกด้วยเหตุผลอะไร ก็จะได้รับค่าชดเชยเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายแรงงานไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างในทุกกรณี ลองคิดดูสิครับ ถ้าพนักงานทำผิดร้ายแรงจนบริษัทเสียหาย นายจ้างจะยังต้องจ่ายเงินชดเชยอีกหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่ครับ กฎหมายมีข้อยกเว้นและสิทธิให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ หากลูกจ้างกระทำความผิดบางอย่าง
B. ทำไมพฤติกรรมบางอย่างถึงเป็นภัยต่ออาชีพคุณ
พฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจมองข้ามหรือคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย กลับส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการทำงานของเราเอง ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท คุณอยากจะเก็บพนักงานที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ในองค์กรไหม? คำตอบคงชัดเจนในใจของคุณแล้วใช่ไหมครับ? พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้ไม่ก้าวหน้า แต่อาจถึงขั้นเป็น “สัญญาณเตือน” ที่บอกว่าอาชีพของคุณกำลังอยู่ในอันตราย
พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง: จุดเริ่มต้นของปัญหา
มาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้ต้องมานั่งเสียใจทีหลังครับ
A. การขาด ลา มาสาย เป็นประจำ: ระเบียบวินัยที่บกพร่อง
พนักงานหลายคนมักคิดว่ามีวันหยุดทั้งทีต้องใช้ให้คุ้ม! แต่เดี๋ยวก่อนครับ เราคงต้องขอให้ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะพฤติกรรมแบบนี้คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คุณไม่ได้เลื่อนขั้น แถมบ่อยๆ เข้าอาจถูกไล่ออกได้อีกด้วย
1. ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
เมื่อคุณขาด ลา มาสายบ่อยๆ งานที่ได้รับมอบหมายก็อาจสะดุด หรือต้องให้เพื่อนร่วมงานมารับผิดชอบแทน ซึ่งสร้างภาระให้กับทีมโดยไม่จำเป็น ลองคิดดูสิครับว่าถ้าทุกคนทำแบบนี้ บริษัทจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร?
2. ภาพลักษณ์ที่เสียไป
การไม่ตรงต่อเวลาแสดงให้เห็นถึงการขาดวินัยและความไม่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่บริษัทไม่ต้องการ ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีวินัย ก็ยากที่จะเติบโตในองค์กรได้ครับ
B. การเข้าสังคมมากเกินไป: เมื่อการซุบซิบกลายเป็นพิษ
การจับกลุ่มพูดคุยซุบซิบนินทา แบบที่ชาวพนักงานบริษัทมักทำกันบ่อยๆ อาจทำให้คุณดูเหมือนคนที่ชอบเรื่องสนุกปากมากกว่าการทำงาน ยิ่งการพูดคุยเป็นการว่าร้ายคนอื่นบ่อยๆ ด้วยแล้ว ตัวคุณเองก็จะยิ่งดูแย่มากขึ้นไปอีกด้วย
1. การบั่นทอนบรรยากาศในที่ทำงาน
การซุบซิบสร้างบรรยากาศที่ไม่น่าทำงาน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และความตึงเครียดในหมู่เพื่อนร่วมงาน ซึ่งส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจโดยรวม
2. การสร้างความขัดแย้งที่ไร้ประโยชน์
เมื่อมีการนินทา อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการทะเลาะวิวาท ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในที่ทำงานจริงไหมครับ?
C. เช้าชาม เย็นชาม: ความเฉื่อยชาที่ทำลายโอกาส
เรามักพบเห็นได้ทั่วไปในการทำงานของราชการ รวมถึงพนักงานบริษัทต่างๆ ที่มักหาเวลาแอบอู้ แล้วค่อยทำงานเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่ง ถือเป็นการทำงานที่ไม่มีสไตล์เอาเสียเลย การทำงานแบบ “เช้าชาม เย็นชาม” คือการทำงานไปวันๆ ไร้ซึ่งความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจ
1. ผลกระทบต่อคุณภาพงานและการส่งมอบ
เมื่อคุณทำงานแบบขอไปที งานที่ออกมาก็มักจะไม่มีคุณภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการส่งงานไม่ทันกำหนด ซึ่งสร้างปัญหาให้กับทั้งตัวคุณเองและทีม
2. การขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเอง
พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าคุณไม่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการอย่างยิ่ง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ
D. รับงานนอกในเวลางาน: ดาบสองคมที่อาจทำร้ายคุณ
ต้องขอชื่นชมในความขยัน เพียงแต่เป็นการขยันที่น่าหมั่นไส้สุดๆ เพราะคุณจะทำงานหลายชิ้นในเวลาเดียวกัน แล้วคาดหวังให้ผลลัพธ์ออกมาดีได้อย่างไร? สุดท้ายงานนั้นก็ไม่ดี งานนี้ก็ไม่สุด นอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกไล่ออกแล้ว ยังทำให้คุณเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป เนื่องจากการที่ต้องรับบทเป็นพนักงานบริษัทพร้อมกับงานฟรีแลนซ์อีกด้วย
1. ความทุ่มเทที่ลดลงต่องานหลัก
การแบ่งเวลาไปทำงานอื่นในเวลางานหลัก ย่อมส่งผลให้ความทุ่มเทต่องานบริษัทลดลง ซึ่งนายจ้างคงไม่ปลื้มแน่นอน
2. ความเสี่ยงด้านจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อน
บางครั้งการรับงานนอกอาจนำไปสู่ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการนำข้อมูลภายในของบริษัทไปใช้ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจทำให้คุณติดคุกได้เลยนะครับ
E. ทะเลาะวิวาทในบริษัท: ความวุ่นวายที่ไม่พึงประสงค์
อันที่จริงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ควรมีการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น ยิ่งกับภายในบริษัทที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานด้วยแล้ว คุณจะถูกไล่ออกได้ง่ายๆ เลยเชียวนะ บรรยากาศในการทำงานควรเป็นมิตรและส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การทะเลาะวิวาทไม่เพียงแต่ทำให้บรรยากาศเสีย แต่ยังอาจสร้างความรุนแรงและอันตรายต่อผู้อื่นได้
F. การล่วงละเมิดทางเพศ: เรื่องต้องห้ามที่ร้ายแรงที่สุด
เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่ยังไง ก็ไม่ควรทำเด็ดขาด! เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน คุณอาจมีความผิดทางกฎหมาย และเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงระยะยาวอีกด้วย การล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่าจะรูปแบบใด ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สังคมไม่ยอมรับ และมีบทลงโทษที่รุนแรงตามกฎหมาย
G. ชี้นิ้วสั่งเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท: เมื่ออำนาจเข้าครอบงำ
ความจริงจังในการทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่หากคุณกดดันคนรอบข้างมากเกินไปก็อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้ แทนที่ทุกคนจะได้ตั้งใจทำงาน กลับกลายเป็นว่าต้องรู้สึกรำคาญ กดดัน และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นได้ การแสดงพฤติกรรมเหนือกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ไม่เพียงแต่สร้างความไม่พอใจ แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเพื่อนร่วมงานอีกด้วย
พฤติกรรมร้ายแรง: กรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย
อย่างที่ได้เกริ่นไปว่ากฎหมายแรงงานไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างในทุกกรณี มีบางพฤติกรรมที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย มาทำความเข้าใจกันครับ
A. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน
คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า “กฎหมายแรงงาน” เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง ในเรื่องของเวลาพักผ่อน ขอบเขตการทำงาน รวมถึงค่าตอบแทนที่ลูกจ้างควรจะได้รับ เพื่อเป็นการป้องกันการเอาเปรียบจากเหล่านายจ้างทั้งหลาย แน่นอนว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงแต่ยังไม่ใช่การคุ้มครองทั้งหมดของกฎหมายแรงงาน
B. สิทธิของนายจ้างในการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
เพราะในความเป็นจริงเราจะเห็นอยู่บ่อยครั้ง ที่ลูกจ้างกลับเป็นฝ่ายเอาเปรียบนายจ้างเสียเอง กฎหมายแรงงานจึงมีการคุ้มครองอีกด้านหนึ่ง คือ การให้ “สิทธินายจ้าง” ในการเลิกจ้าง สามารถไล่ลูกจ้างออกได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ หากลูกจ้างมีการทำผิด ดังต่อไปนี้
1. ทุจริตต่อหน้าที่: การคอร์รัปชันในองค์กร
ตามความหมายของคำว่า “ทุจริต” นั่นละครับ คือ การที่คุณทำสิ่งที่ไม่ดี ฉ้อโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อนายจ้างและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการยักยอกเงิน การปลอมแปลงเอกสาร หรือการรับสินบน ทุกการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตจะนำไปสู่การเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
2. การทำความผิดทางอาญาต่อนายจ้าง: ผลพวงทางกฎหมาย
กรณีแบบนี้เราคงไม่ต้องอธิบายให้ซับซ้อน เพราะเป็นความผิดที่มีข้อกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ทำให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันที ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำโดยเจตนาหรือความประมาท เช่น การทำร้ายร่างกาย การขโมยทรัพย์สิน หรือการหมิ่นประมาทนายจ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องรับโทษตามกฎหมาย
3. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย: การกระทำโดยเจตนา
ซึ่งคำว่า “ความเสียหาย” ในกรณีนี้ครอบคลุมทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างเงินทอง ร่างกายและทรัพย์สิน หรือแม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างชื่อเสียงเกียรติยศก็ด้วยเช่นกัน หากคุณจงใจทำให้บริษัทเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้า การทำลายทรัพย์สิน หรือการทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเสื่อมเสีย นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันที
4. ประมาทเลินเล่อจนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง: ความผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม
ถึงแม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุจากความประมาท แต่หากความเสียหายนั้นเป็นสิ่งที่ร้ายแรงจริงๆ นายจ้างก็มีสิทธิ์ทำการเลิกจ้างได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การขับรถของบริษัทโดยประมาทจนเกิดอุบัติเหตุรุนแรง หรือการผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้บริษัทต้องเสียเงินจำนวนมาก นี่คือความประมาทที่ส่งผลกระทบร้ายแรงจนไม่อาจยอมรับได้
5. ฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงาน หรือขัดคำสั่งของนายจ้างตามชอบด้วยกฎหมาย: การไม่ปฏิบัติตามกฎ
กฎระเบียบข้อบังคับขององค์กรคือสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนนายจ้างจะทำการออกหนังสือเตือนได้ และหากยังมีการทำผิดซ้ำซากอยู่ นายจ้างจะมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ทันที รวมถึงการขัดคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็ถือเป็นความผิดที่อาจนำไปสู่การถูกเลิกจ้างได้เช่นกัน
6. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผล: การขาดงานที่ไร้ความรับผิดชอบ
การขาดงานโดยไม่มีเหตุสมควร หรือไม่ได้ทำการขอลาอย่างเป็นทางการ จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานในองค์กรอย่างแน่นอน ในกรณีแบบนี้นายจ้างจึงสามารถทำการเลิกจ้างได้ทันที การขาดงานติดต่อกัน 3 วันโดยไม่แจ้งให้ทราบ หรือไม่มีเหตุผลที่สมควร เป็นการแสดงออกถึงความไร้ความรับผิดชอบและขาดความเป็นมืออาชีพ
7. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา: ผลลัพธ์จากการกระทำผิด
นายจ้างสามารถทำการเลิกจ้างได้ทันที เมื่อลูกจ้างได้รับตัดสินโทษจำคุก แต่ต้องเป็นการทำความผิดโดยเจตนาที่มีการพิพากษาอันถึงที่สุด ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการยื่นอุทธรณ์เท่านั้น ถ้าหากเป็นความผิดที่เกิดจากความประมาท หรือไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง นายจ้างจะไม่มีสิทธิ์ทำการเลิกจ้างได้ เหตุผลคือการที่พนักงานต้องโทษจำคุก ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และภาพลักษณ์ของบริษัทอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
บทความที่น่าสนใจ
บทสรุป: สร้างอาชีพที่มั่นคงด้วยความเข้าใจและรับผิดชอบ
เป็นอย่างไรบ้างครับกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่เราได้พูดคุยกันไป? หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เพื่อนพนักงานทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตัวในที่ทำงานนะครับ การสร้างอาชีพที่มั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเก่งกาจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบ วินัย และจริยธรรมที่ดีด้วย เมื่อเราเข้าใจถึงผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านี้ เราก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและสร้างเส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จำไว้เสมอว่า “การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข” เสมอครับ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
พฤติกรรม “เช้าชาม เย็นชาม” ส่งผลให้องค์กรขาดนวัตกรรมและไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในระยะยาว เพราะพนักงานขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองและทำงานให้ดีขึ้น ซึ่ง ultimately จะนำไปสู่การถดถอยขององค์กรครับ
ถ้าโดนไล่ออกเพราะพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะมีผลต่อการสมัครงานที่อื่นในอนาคตไหม?
แน่นอนครับ! ประวัติการทำงานที่ไม่ดีอาจทำให้คุณหางานใหม่ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณถูกไล่ออกด้วยเหตุผลที่ร้ายแรง นายจ้างใหม่มักจะตรวจสอบประวัติและเหตุผลการออกจากงานเดิมของคุณครับ
นายจ้างสามารถไล่ออกได้ทันทีเลยไหม ถ้าเราทำผิดร้ายแรง?
ใช่ครับ ในกรณีที่พนักงานกระทำความผิดร้ายแรงตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เช่น ทุจริต ละทิ้งหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ
ถ้าเราถูกกล่าวหาว่าทำผิด แต่เราไม่ได้ทำ ควรทำอย่างไร?
คุณควรขอคำชี้แจงจากนายจ้างอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณ หากไม่สามารถตกลงกันได้ คุณมีสิทธิปรึกษาสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือทนายความเพื่อขอคำแนะนำครับ
การเล่นโซเชียลมีเดียในเวลางานถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงไหม?
ถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงได้ครับ หากการเล่นโซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ หรือหากคุณใช้เวลางานไปกับเรื่องส่วนตัวมากเกินไป บริษัทอาจมองว่าคุณไม่มีความรับผิดชอบ และอาจมีผลต่อการประเมินผลงานของคุณได้ครับ
พฤติกรรม “เช้าชาม เย็นชาม” ส่งผลกระทบอย่างไรต่อองค์กรในระยะยาว?
พฤติกรรม “เช้าชาม เย็นชาม” ส่งผลให้องค์กรขาดนวัตกรรมและไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในระยะยาว เพราะพนักงานขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองและทำงานให้ดีขึ้น ซึ่ง ultimately จะนำไปสู่การถดถอยขององค์กรครับ


