ArticleMarketing

CRM:กลยุทธ์พิเศษ เปลี่ยนระบบ CRM ให้เป็นอาวุธเพิ่มยอดขาย

คุณกำลังมองหาวิธีที่จะปิดการขายได้มากขึ้น (CRM) ใช้เวลากับงานขายน้อยลง และสร้างความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมกับลูกค้าของคุณหรือไม่? ระบบ CRM (Customer Relationship Management) คือคำตอบที่คุณต้องการ! ระบบ CRM เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ บริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น ในบทความนี้ เราจะมาเผยเคล็ดลับเด็ดๆ ที่จะช่วยให้คุณใช้ระบบ CRM บีบพลังศักยภาพในการขายของคุณออกมาได้สูงสุด

ระบบ CRM คืออะไร?

ระบบ CRM คือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ บริหารจัดการข้อมูลลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และปิดการขายได้ง่ายขึ้น ระบบ CRM จะทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการติดต่อ ประวัติการซื้อสินค้า พฤติกรรมการใช้งาน และความต้องการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้ทีมขายสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงกับความต้องการ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ประโยชน์ของระบบ CRM สำหรับงานขาย

  • เพิ่มโอกาสในการปิดการขาย: ระบบ CRM ช่วยให้ทีมขายเข้าถึงข้อมูลลูกค้าอย่างครบถ้วน ทำให้สามารถติดตามลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงใจ ปิดการขายได้ง่ายขึ้น
  • ย่นระยะเวลาในการขาย (Sales Cycle): ระบบ CRM ช่วยให้กระบวนการขายราบรื่นขึ้น ตั้งแต่การติดต่อลูกค้าเบื้องต้น ไปจนถึงการปิดการขาย ด้วยระบบ Automation ที่ช่วยลดภาระงานประจำ ทีมขายจึงมีเวลามากขึ้นในการโฟกัสกับลูกค้าที่มีศักยภาพสูง
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า: ระบบ CRM ช่วยให้ทีมขายสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า นำไปสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อ (Word-of-Mouth)
  • เพิ่มประสิทธิภาพของทีมขาย: ระบบ CRM ช่วยติดตามประสิทธิภาพการทำงานของทีมขาย วิเคราะห์ข้อมูลการขาย และช่วยให้นักขายสามารถปรับปรุงเทคนิคการขายให้ดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับการใช้ระบบ CRM ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขาย

1. กำหนดเป้าหมายการใช้ CRM อย่างชัดเจน

ก่อนเริ่มใช้งานระบบ CRM สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเป้าหมายการใช้งานให้ชัดเจน เป้าหมายของคุณคืออะไร? ต้องการเพิ่มยอดขาย? ลดต้นทุน? หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า? เมื่อคุณรู้เป้าหมายแล้ว คุณสามารถเลือกฟีเจอร์ของระบบ CRM และปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

ลองตั้งเป้าหมายแบบ SMART:

  • Specific (เฉพาะเจาะจง): เป้าหมายของคุณต้องชัดเจน วัดผลได้ และเข้าใจง่าย
  • Measurable (วัดผลได้): คุณต้องสามารถวัดผลความสำเร็จของเป้าหมายได้
  • Achievable (บรรลุได้): เป้าหมายของคุณต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และเป็นไปได้ที่จะบรรลุ
  • Relevant (เกี่ยวข้อง): เป้าหมายของคุณต้องเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์โดยรวมของธุรกิจ
  • Time-bound (มีกรอบเวลา): คุณต้องกำหนดกรอบเวลาสำหรับการบรรลุเป้าหมาย

ตัวอย่างเป้าหมายการใช้ CRM:

  • เพิ่มยอดขาย 10% ภายใน 6 เดือน
  • ลดต้นทุนการขาย 5% ภายใน 1 ปี
  • เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำ 20% ภายใน 1 ปี
  • เพิ่มคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า 10% ภายใน 1 ปี

เมื่อคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานระบบ CRM และติดตามผลลัพธ์ ปรับแต่งกลยุทธ์ของคุณตามความจำเป็น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

2. เลือกใช้ระบบ CRM ที่ตรงกับความต้องการ

ปัจจุบันมีระบบ CRM ให้เลือกใช้งานมากมาย แต่ละระบบก็มีฟีเจอร์และจุดเด่นที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องเลือกระบบ CRM ที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ ขนาดธุรกิจ ฟีเจอร์ที่จำเป็น การใช้งานง่าย และการบริการหลังการขายฟีเจอร์ที่จำเป็นสำหรับงานขาย
การจัดการข้อมูลลูกค้า: ระบบ CRM ควรสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างครบถ้วน เช่น ข้อมูลการติดต่อ ประวัติการซื้อสินค้า พฤติกรรมการใช้งาน และความต้องการ


  • การติดตามโอกาสทางธุรกิจ (Sales Pipeline): ระบบ CRM ควรสามารถติดตามโอกาสทางธุรกิจได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการปิดการขาย

  • การสื่อสาร: ระบบ CRM ควรสามารถรองรับการสื่อสารกับลูกค้าได้หลากหลายช่องทาง เช่น อีเมล โทรศัพท์ และโซเชียลมีเดีย

  • รายงานและวิเคราะห์: ระบบ CRM ควรสามารถสร้างรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลการขาย ช่วยให้นักขายสามารถติดตามผลลัพธ์และปรับปรุงกลยุทธ์การขาย

  • 3. ปรับกระบวนการขายให้สอดคล้องกับระบบ CRM

    เมื่อเลือกระบบ CRM ได้แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องปรับกระบวนการขายให้สอดคล้องกับระบบ CRM กำหนด Stage ของการขาย สร้าง Automation สำหรับงานประจำกำหนด Stage ของการขายการกำหนด Stage ของการขาย ช่วยให้นักขายสามารถติดตามความคืบหน้าของโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่าง Stage ของการขาย เช่น
    Lead: ลูกค้าที่แสดงความสนใจในสินค้าหรือบริการ


  • Prospect: ลูกค้าที่มีโอกาสเป็นลูกค้า

  • Opportunity: ลูกค้าที่มีศักยภาพสูง

  • Customer: ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว

  • 4.สร้าง Automation สำหรับงานประจำ

    งานประจำบางอย่าง เช่น การส่งอีเมล การสร้างรายงาน และการบันทึกข้อมูล สามารถ Automate ช่วยให้นักขายมีเวลามากขึ้นในการโฟกัสกับลูกค้าที่มีศักยภาพสูง4. บันทึกข้อมูลลูกค้าอย่างครบถ้วนและแม่นยำข้อมูลลูกค้าเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของธุรกิจ การบันทึกข้อมูลลูกค้าอย่างครบถ้วนและแม่นยำ ช่วยให้นักขายสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงใจ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าการจัดกลุ่มลูกค้า (Segmentation)การจัดกลุ่มลูกค้า (Segmentation) ช่วยให้นักขายสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการจัดกลุ่มลูกค้า เช่น

  • ตามประเภทของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่

  • ตามอุตสาหกรรม: การผลิต การค้าปลีก การบริการ

  • ตามพฤติกรรมการใช้งาน: ลูกค้าใหม่ ลูกค้าประจำ ลูกค้า VIP

  • 5. ใช้ประโยชน์จากระบบ CRM ในการติดต่อสื่อสาร

    ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น

  • ส่งอีเมลที่ตรงใจ: ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถสร้างอีเมลที่ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม

  • สร้างแคมเปญการตลาดแบบ Personalization: ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน

  • ติดตามผลการสื่อสาร: ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถติดตามผลการสื่อสาร และวัดผลประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด

  • 6. ติดตามประสิทธิภาพการขายผ่านระบบ CRM

    ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถสร้างรายงานการขาย วิเคราะห์ข้อมูลการขาย และติดตามผลลัพธ์ ตัวอย่างรายงานการขาย เช่น

    • รายงานยอดขาย: แสดงยอดขายตามช่วงเวลา สินค้า/บริการ ลูกค้า หรือพนักงานขาย
    • รายงานโอกาสทางธุรกิจ: แสดงจำนวนโอกาสทางธุรกิจ มูลค่าโอกาส และความคืบหน้าของโอกาส
    • รายงานลูกค้า: แสดงข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อสินค้า พฤติกรรมการใช้งาน และความต้องการ

    ประเมินประสิทธิภาพของทีมขาย

    ระบบ CRM ช่วยให้นักขายสามารถประเมินประสิทธิภาพของทีมขาย ตัวอย่าง指標 เช่น

    • จำนวนลูกค้าใหม่: จำนวนลูกค้าใหม่ที่ทีมขายสามารถหาได้ในแต่ละช่วงเวลา
    • มูลค่าการขาย: มูลค่าการขายที่ทีมขายสามารถสร้างได้ในแต่ละช่วงเวลา
    • ระยะเวลาในการขาย: ระยะเวลาเฉลี่ยที่ทีมขายใช้ในการปิดการขาย

    7. สร้างวัฒนธรรมการใช้ CRM ภายในองค์กร

    การใช้ระบบ CRM ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร สร้างวัฒนธรรมการใช้ CRM อบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ CRM และส่งเสริมให้พนักงานใช้ระบบ CRM เป็นประจำ

    บทสรุป

    ระบบ CRM เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ บริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น กำไรที่เพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า บทความนี้ได้นำเสนอเคล็ดลับการใช้ระบบ CRM ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณ

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    1. ระบบ CRM เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่?

    ระบบ CRM เหมาะกับธุรกิจทุกขนาด ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ระบบ CRM เพื่อจัดการข้อมูลลูกค้า ติดตามโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

    2. ระบบ CRM มีค่าใช้จ่ายมากหรือไม่?

    ระบบ CRM มีทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ค่าใช้จ่ายของระบบ CRM ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่ต้องการ จำนวนผู้ใช้งาน และประเภทของธุรกิจ

    3. พนักงานของฉันจะเรียนรู้การใช้ระบบ CRM ได้ยากหรือไม่?

    ระบบ CRM ส่วนใหญ่ใช้งานง่าย มีคู่มือการใช้งาน และมีวิดีโอสอนการใช้งาน พนักงานของคุณสามารถเรียนรู้การใช้ระบบ CRM ได้อย่างรวดเร็ว

    4. ฉันจะติดตามผลลัพธ์จากการใช้ระบบ CRM ได้อย่างไร?

    ระบบ CRM มีรายงานและเครื่องมือวิเคราะห์ ช่วยให้คุณสามารถติดตามผลลัพธ์จากการใช้ระบบ CRM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    5. ควรเริ่มต้นใช้งานระบบ CRM อย่างไร?

    1. กำหนดเป้าหมายการใช้งาน
    2. เลือกระบบ CRM ที่ตรงกับความต้องการ
    3. ปรับกระบวนการขายให้สอดคล้องกับระบบ CRM
    4. อบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ CRM
    5. เริ่มต้นใช้งานระบบ CRM

    ลองใช้ระบบ CRM วันนี้ และสัมผัสกับพลังแห่งการขายที่เพิ่มขึ้น!