ArticleSEO

ทำ Google Ads รู้ไว้ไม่เจ๊ง! 9 เทคนิคเด็ด ให้ปัง

Google Ads คืออะไร คิดจะทำการตลาดออนไลน์ยุคนี้ คงหนีไม่พ้นการใช้เครื่องมือโฆษณาออนไลน์อย่าง Google Ads เจ้าตัวช่วยเด็ดดวงที่ใครๆ ก็ต่างคุ้นชื่อ Google Ads คือเครื่องมือโฆษณาบนระบบค้นหาของ Google ช่วยให้ธุรกิจของคุณปรากฏบนหน้าค้นหา (Search Engine Result Page: SERP) ลัดคิวคู่แข่ง ส่งผลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว

ประโยชน์ของ Google Ads

  • เพิ่มโอกาสในการขาย: ช่วยให้สินค้าหรือบริการของคุณปรากฏต่อสายตาคนที่กำลังมองหา
  • ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ: เข้าถึงกลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ของคุณ
  • สร้างแบรนด์ (Brand Awareness): ช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • คุมงบประมาณได้: นักโฆษณาสามารถกำหนดงบประมาณการใช้จ่ายได้เอง

9 เทคนิคพิชิตแคมเปญ Google Ads

การใช้ Google Ads ให้ประสบความสำเร็จนั้นมีเทคนิคมากมาย บทความนี้จะมาเผยเคล็ดลับเด็ด 9 ข้อ ช่วยให้คุณสร้างแคมเปญโฆษณาที่ปัง!

1. คีย์เวิร์ด (Keyword) คือหัวใจสำคัญ

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือคำหรือวลีที่ผู้คนใช้ค้นหาบน Google Ads เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมโยงธุรกิจของคุณกับกลุ่มเป้าหมาย การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญ

1.1 เลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

จินตนาการว่าลูกค้าของคุณกำลังค้นหาอะไร ลองลิสต์คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ เช่น คุณขายรองเท้าวิ่ง คีย์เวิร์ดที่น่าสนใจ ได้แก่ “รองเท้าวิ่งผู้ชาย” “รองเท้าวิ่งราคาถูก” “ร้านขายรองเท้าวิ่งออนไลน์”

1.2 ใช้ Keyword Match Types อย่างชาญฉลาด

Google Ads มี Keyword Match Types หลายแบบ แต่ละแบบกำหนดขอบเขตการจับคู่คีย์เวิร์ดกับคำค้นหาของผู้ใช้แตกต่างกัน

  • Broad Match: จับคู่คีย์เวิร์ดกว้างที่สุด อาจแสดงโฆษณาของคุณกับคำค้นหาที่ไม่ตรงกับธุรกิจของคุณ
  • Phrase Match: จับคู่คีย์เวิร์ดที่ตรงหรือคล้ายกับวลีที่กำหนด เหมาะกับการโฆษณาที่ต้องการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
  • Exact Match: จับคู่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับวลีที่กำหนดเป๊ะๆ เหมาะกับการโฆษณาที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
  • Negative Keywords: ระบุคีย์เวิร์ดที่ไม่ต้องการให้โฆษณาของคุณแสดงผล ช่วยลดการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
ตัวอย่าง:
  • Broad Match: คุณใช้คีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่ง” โฆษณาของคุณอาจแสดงผลกับคำค้นหา “รองเท้าเด็ก” “รองเท้าแตะ”
  • Phrase Match: คุณใช้คีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่งผู้ชาย” โฆษณาของคุณจะแสดงผลกับคำค้นหา “รองเท้าวิ่งสำหรับผู้ชาย” “ซื้อรองเท้าวิ่งผู้ชาย”
  • Exact Match: คุณใช้คีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่ง Nike Air Zoom Pegasus 39” โฆษณาของคุณจะแสดงผลกับคำค้นหา “Nike Air Zoom Pegasus 39 ราคา” “รีวิว Nike Air Zoom Pegasus 39”

2. เขียนโฆษณา (Ad) ที่โดนใจ

โฆษณาที่ดีเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ เขียนโฆษณาให้น่าสนใจ กระชับ ชัดเจน กระตุ้นให้ผู้ใช้คลิก

2.1 ใส่คีย์เวิร์ดลงในโฆษณา

ใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายลงในโฆษณา ช่วยให้โฆษณาของคุณปรากฏบนหน้าค้นหา

ตัวอย่าง:
  • หัวข้อ: รองเท้าวิ่งผู้ชาย ลดราคาพิเศษ!
  • คำอธิบาย: พบกับรองเท้าวิ่งผู้ชายหลากหลายรุ่น ลดราคาสูงสุด 50%! ช้อปเลย!

2.2 เน้น Call to Action ชัดเจน

บอกผู้ใช้ว่าคุณต้องการให้พวกเขาทำอะไร เช่น “คลิกเลย” “ช้อปเลย” “โทรหาเรา”

ตัวอย่าง:
  • Call to Action: คลิกเลยเพื่อดูสินค้าเพิ่มเติม
  • Call to Action: โทรหาเราเพื่อขอคำปรึกษา

3. ตั้งค่า Landing Page ที่ดี

Landing Page คือหน้าเว็บที่ผู้ใช้จะเข้ามาหลังจากคลิกโฆษณา Landing Page ที่ดีควรมีความเกี่ยวข้องกับโฆษณา ออกแบบให้น่าสนใจ ใช้งานง่าย และกระตุ้นให้ผู้ใช้ทำตามที่ต้องการ

3.1 หน้า Landing Page ต้องเกี่ยวข้องกับโฆษณา

เนื้อหาบน Landing Page ควรมีความเกี่ยวข้องกับโฆษณา หลีกเลี่ยงการพาผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง

3.2 ออกแบบ Landing Page ให้ใช้งานง่าย

Landing Page ควรออกแบบให้อ่านง่าย เมนูต่างๆ ใช้งานง่าย ผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้สะดวก

4. กลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ห้ามพลาด

การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงผลกับคนที่ใช่ เพิ่มโอกาสในการ conversion

4.1 กำหนด Demographics

กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามเพศ อายุ สถานที่ ภาษา ฯลฯ

4.2 ใช้ประโยชน์จาก Audience Targeting

Google Ads มี Audience Targeting รูปแบบต่างๆ เช่น Remarketing Similar Audiences In-Market Audiences ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกลุ่มมากขึ้น

5. ปรับงบประมาณ (Budget) อย่างชาญฉลาด

การตั้งงบประมาณที่เหมาะสม ช่วยให้คุณใช้จ่ายเงินได้อย่างคุ้ม

5.1 เริ่มต้นด้วยงบประมาณที่พอดี

เริ่มต้นด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมาก เมื่อได้ข้อมูลผลลัพธ์แล้ว ค่อยๆ ปรับเพิ่มหรือลดตามความเหมาะสม

5.2 ติดตามผลลัพธ์และปรับงบอย่างต่อเนื่อง

ติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาอย่างสม่ำเสมอ วิเคราะห์ว่าโฆษณาไหนมีประสิทธิภาพ ปรับงบประมาณให้เหมาะสม

6. ใช้ประโยชน์จาก Negative Keywords

Negative Keywords ช่วยให้คุณระบุคีย์เวิร์ดที่ไม่ต้องการให้โฆษณาของคุณแสดงผล ช่วยลดการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

ตัวอย่าง:

  • คุณขายรองเท้าวิ่ง แต่ไม่ขายรองเท้าเด็ก คุณสามารถใช้ Negative Keywords “รองเท้าเด็ก” “รองเท้าแตะ” เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงผลกับคำค้นหาเหล่านี้

7. ติดตามผลลัพธ์ (Analytics) อย่างสม่ำเสมอ

การติดตามผลลัพธ์ (Analytics) เป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้คุณทราบว่าแคมเปญโฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณปรับปรุงแคมเปญของคุณให้ดีขึ้น

7.1 ใช้เครื่องมือ Google Ads reporting

Google Ads มีเครื่องมือ reporting ที่ช่วยให้คุณติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณา ข้อมูลเหล่านี้จะบอกคุณว่าโฆษณาของคุณแสดงผลกับใคร ผู้ใช้คลิกโฆษณาของคุณกี่ครั้ง ใช้จ่ายเงินไปเท่าไหร่ ฯลฯ

7.2 ปรับปรุงแคมเปญตามข้อมูล

เมื่อคุณทราบข้อมูลผลลัพธ์แล้ว คุณสามารถปรับปรุงแคมเปญของคุณให้ดีขึ้น เช่น ปรับเปลี่ยนโฆษณา เพิ่มหรือลดคีย์เวิร์ด ปรับกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ

8. A/B Testing หาโฆษณาที่ดีที่สุด

A/B Testing ช่วยให้คุณทดสอบโฆษณาเวอร์ชันต่างๆ เพื่อหาโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ตัวอย่าง:

  • คุณสามารถทดสอบโฆษณา 2 เวอร์ชัน เวอร์ชันแรกใช้ Call to Action ว่า “คลิกเลย” เวอร์ชันที่สองใช้ Call to Action ว่า “ช้อปเลย” เวอร์ชันไหนที่มีคนคลิกมากกว่ากัน เวอร์ชันนั้นคือโฆษณาที่ดีที่สุด

9. อย่าหยุดเรียนรู้เทรนด์ใหม่ๆ

เทรนด์การโฆษณาออนไลน์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักโฆษณาที่ดีควรติดตามเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงแคมเปญโฆษณาของคุณให้ดีขึ้น

บทสรุป: Google Ads ไม่ใช่เรื่องยาก

Google Ads เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการขาย สร้างแบรนด์ และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ แต่การใช้ Google Ads ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยเทคนิคและความรู้ บทความนี้ได้นำเสนอ 9 เทคนิคเด็ดที่จะช่วยให้คุณสร้างแคมเปญ Google Ads ที่ปัง!

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. Google Ads เหมาะกับธุรกิจประเภทไหน

Google Ads เหมาะกับธุรกิจทุกประเภท ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ต่างก็สามารถใช้ Google Ads เพิ่มยอดขาย สร้างแบรนด์ และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

2. Google Ads ใช้ยากไหม

Google Ads ใช้งานไม่ยาก มีคู่มือและข้อมูลมากมายบนเว็บไซต์ Google Ads คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน Google Ads มาช่วยดูแลแคมเปญของคุณ

3. Google Ads แพงไหม

Google Ads เป็นเครื่องมือที่คุ้มค่า คุณสามารถกำหนดงบประมาณการใช้จ่ายได้เอง จ่ายเฉพาะเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณ

4. Google Ads แสดงผลได้นานแค่ไหน

Google Ads แสดงผลจนกว่าจะครบงบประมาณที่คุณตั้งไว้ หรือจนกว่าคุณจะหยุดแคมเปญ

5. ฉันจะติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญ Google Ads ได้อย่างไร?

คุณสามารถติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญ Google Ads ได้โดยใช้เครื่องมือ Google Ads reporting เครื่องมือนี้จะแสดงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแคมเปญของคุณ เช่น จำนวนการแสดงผล จำนวนคลิก อัตราการคลิก (CTR) ค่าใช้จ่าย ยอด conversion ฯลฯ

คุณสามารถเข้าถึง Google Ads reporting ได้โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เข้าสู่บัญชี Google Ads ของคุณ
  2. คลิกเมนู “รายงาน”
  3. เลือกแคมเปญที่คุณต้องการติดตามผลลัพธ์
  4. เลือกข้อมูลที่คุณต้องการดู

คุณยังสามารถสร้างรายงานแบบกำหนดเองได้ เพื่อดูข้อมูลเฉพาะที่คุณต้องการ

6. ฉันจะปรับปรุงแคมเปญ Google Ads ของฉันได้อย่างไร?

มีหลายวิธีที่คุณสามารถปรับปรุงแคมเปญ Google Ads ของคุณได้ ดังนี้

  • ปรับแต่งโฆษณาของคุณ: ลองใช้ Call to Action ที่แตกต่างกัน ใส่คีย์เวิร์ดใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบโฆษณา
  • ปรับกลุ่มเป้าหมายของคุณ: กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง หรือลองใช้ Audience Targeting รูปแบบอื่นๆ
  • ปรับงบประมาณของคุณ: เพิ่มหรือลดงบประมาณตามความเหมาะสม
  • ใช้ Negative Keywords: ระบุคีย์เวิร์ดที่ไม่ต้องการให้โฆษณาของคุณแสดงผล
  • ติดตามผลลัพธ์ของคุณ: ติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญของคุณอย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนตามข้อมูล

7. อะไรคือข้อดีของการใช้ Google Ads?

การใช้ Google Ads มีข้อดีมากมาย ดังนี้

  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง: Google Ads ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง มากกว่าการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบดั้งเดิม
  • กำหนดงบประมาณได้: คุณสามารถกำหนดงบประมาณการใช้จ่ายได้เอง จ่ายเฉพาะเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณ
  • วัดผลได้: Google Ads ช่วยให้คุณวัดผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาได้อย่างแม่นยำ
  • ปรับเปลี่ยนได้: คุณสามารถปรับเปลี่ยนแคมเปญของคุณได้ตลอดเวลา ตามความเหมาะสม

8. อะไรคือข้อเสียของการใช้ Google Ads?

การใช้ Google Ads มีข้อเสียบางประการ ดังนี้

  • อาจมีค่าใช้จ่ายสูง: หากคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง คุณอาจต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก
  • การแข่งขันสูง: อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูง จากธุรกิจอื่นๆ ที่ใช้ Google Ads
  • ต้องใช้เวลาและความพยายาม: ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้วิธีใช้ Google Ads และสร้างแคมเปญที่มีประสิทธิภาพ

9. ฉันควรใช้ Google Ads หรือไม่?

หากคุณกำลังมองหาวิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพิ่มยอดขาย หรือสร้างแบรนด์ Google Ads อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณ อย่างไรก็ตาม คุณควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ Google Ads ให้ดีก่อนตัดสินใจ และลองใช้เครื่องมือ Google Ads reporting เพื่อติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญของคุณ

หมายเหตุ:

  • บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Google Ads คุณควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Ads ก่อนใช้งาน
  • ผลลัพธ์ของ Google Ads ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น กลุ่มเป้าหมาย คีย์เวิร์ด โฆษณา และงบประมาณ
  • คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน Google Ads หากต้องการความช่วยเหลือในการสร้างแคมเปญ Google Ads ที่ประสบความสำเร็จ

สม้คร Google Ads – ได้ลูกค้าและขายได้มากขึ้นด้วยโฆษณาออนไลน์